ศาลในกรุงปักกิ่งได้เริ่มพิจารณาคดีครั้งแรกในคดีฟ้องร้อง Tesla เกี่ยวกับระบบ “Full Self-Driving” หรือ FSD หลังเจ้าของรถ Tesla จำนวน 10 รายร่วมกันฟ้องบริษัทในข้อหาหลอกลวงผู้บริโภค และเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 3.95 ล้านหยวน หรือประมาณ 20 ล้านบาทคดีนี้ถือเป็นคดีที่เจ้าของรถหลายรายร่วมกันฟ้อง Tesla เกี่ยวกับคำโฆษณาเรื่องระบบขับขี่อัตโนมัติ โดยก่อนหน้านี้คดีเริ่มต้นจากผู้ฟ้อง 7 ราย ก่อนขยายเป็น 10 รายในปัจจุบัน
เจ้าของรถกล่าวหาว่า Tesla ขายความหวังเกินจริง
รายงานระบุว่า เจ้าของรถแต่ละรายจ่ายเงินประมาณ 56,000 หยวน หรือราว 280,000 บาท สำหรับแพ็กเกจ FSD ระหว่างปี 2019–2021 โดยผู้ฟ้องร้องระบุว่า ทั้งพนักงานขายของ Tesla และ Elon Musk เคยสื่อสารว่า ระบบ “Full Self-Driving” จะเปิดใช้งานได้ในจีนในอนาคตอันใกล้ และราคาจะปรับสูงขึ้น จึงทำให้หลายคนตัดสินใจซื้อแพ็กเกจดังกล่าวล่วงหน้า
แต่เมื่อ Tesla เริ่มเปิดใช้งานระบบช่วยขับในจีนช่วงต้นปี 2026 กลับพบว่า ฟีเจอร์ดังกล่าว รองรับเฉพาะรถที่ใช้ฮาร์ดแวร์ HW4.0 เท่านั้น ขณะที่รถรุ่นเก่าซึ่งใช้ฮาร์ดแวร์ HW3.0 รวมถึงรถที่ผลิตระหว่างปี 2019–2023 ไม่สามารถใช้งานได้
ผู้ฟ้องร้องจึงมองว่า Tesla ไม่ได้เปิดเผยข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์อย่างชัดเจน และระบบ FSD ก็ยังไม่ได้รับอนุมัติอย่างสมบูรณ์ในจีนตามที่หลายคนเข้าใจจากการสื่อสารทางการตลาด ภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของจีน เจ้าของรถกำลังเรียกร้องทั้งเงินคืนเต็มจำนวน และค่าเสียหายสามเท่า ซึ่งเป็นบทลงโทษมาตรฐานในคดีฉ้อโกงผู้บริโภคของจีน
Tesla โต้ ระบบบางส่วนใช้งานได้แล้ว
ระหว่างการพิจารณาคดี Tesla ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่า ฟังก์ชัน FSD บางส่วนสามารถใช้งานได้แล้ว ขณะที่บางส่วนยังอยู่ระหว่างการพัฒนา หรือใช้งานได้บางส่วนเท่านั้น คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Tesla เพิ่งเริ่มเปิดใช้งานระบบช่วยขับในจีนได้ไม่นาน และ ล่าสุดบริษัทได้เปลี่ยนชื่อระบบจาก “Full Self-Driving” เป็น “Tesla Assisted Driving” ในตลาดจีน
รายงานระบุว่า ปัจจุบัน Tesla อาจมีรถที่ใช้ฮาร์ดแวร์ HW3 มากกว่า 1 ล้านคัน ในจีน ทำให้คดีนี้อาจส่งผลต่อเจ้าของรถจำนวนมากในอนาคต หากมีคำตัดสินที่กลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมาย
ขณะนี้ ศาลยังไม่ได้เปิดเผยกำหนดวันตัดสินคดี
คดี FSD ของ Tesla กำลังถูกจับตา
Tesla ถูกกล่าวหาว่าขายแพ็กเกจซอฟต์แวร์ในชื่อ “Full Self-Driving” หรือ “ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” มานานหลายปี พร้อมสื่อสารว่าระบบใกล้พร้อมใช้งานแล้ว แต่จนถึงปัจจุบัน ระบบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มรูปแบบตามที่ผู้ใช้หลายคนคาดหวังไว้
ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุด Tesla ยังเปลี่ยนชื่อระบบในตลาดจีนจาก “Full Self-Driving” เป็น “Tesla Assisted Driving” หรือ “ระบบช่วยขับของ Tesla” ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เป็นการลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “ขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” และกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาใช้ในการต่อสู้คดีครั้งนี้
อีกจุดที่ทำให้คดีนี้ถูกจับตามอง คือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของจีนเปิดทางให้ศาลสั่ง “ค่าเสียหายสามเท่า” ได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการหลอกลวงผู้บริโภคจริง นั่นหมายความว่า Tesla อาจไม่ได้แค่คืนเงินค่าแพ็กเกจ FSD แต่ยังอาจต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมอีกหลายเท่า
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าของรถอีกจำนวนหนึ่งกำลังปรึกษาทนายความเกี่ยวกับการฟ้องร้องเพิ่มเติม ทำให้คดีนี้อาจกลายเป็นอีกความท้าทายสำคัญของ Tesla ในตลาดจีนต่อจากนี้
อ้างอิง: Electrek / Beijing News