ผลสำรวจจาก Pollock Communications และ Today's Dietitian ที่รวบรวมข้อมูลจากนักกำหนดอาหารวิชาชีพกว่า 800 คน ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2026 ให้ความสำคัญกับการเลือกบริโภคอาหาร โดยลำดับแรกคือความคุ้มค่าด้านราคา (34.59%) ตามด้วยความอิ่มท้องและอารมณ์ที่ดี (17.32%) และสุขภาพลำไส้ (14.90%) โดยต้องการประโยชน์ที่จับต้องได้จริงมากกว่าเพียงแค่คำโฆษณา
สำหรับอาหารฟังก์ชัน 10 ประเภท ที่คาดว่าจะมีความโดดเด่นในสายตาผู้บริโภค ได้แก่
1.อาหารหมัก (Fermented Foods) : เช่น กิมจิ และคอมบูชา ซึ่งมีจุลินทรีย์ช่วยปรับสมดุลลำไส้และส่งผลดีต่อสมอง
2.โซดาพรีและโพรไบโอติก : ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนน้ำอัดลมแบบเดิม
3.น้ำต้มกระดูก (Bone broth) : อุดมด้วยกรดอะมิโนช่วยบำรุงข้อต่อและเยื่อบุลำไส้
4.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ : เป็นแหล่งรวมสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อสุขภาพหัวใจและการเผาผลาญ
5.อะโวคาโด : ให้ไขมันดี ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและสนับสนุนการควบคุมน้ำหนัก
6.เมล็ดพืช : เช่น เมล็ดเจีย ให้กากใย โปรตีนพืช และกรดไขมันโอเมก้า-3
7.เครื่องเทศ : เช่น ขมิ้นและขิง มีสรรพคุณต้านการอักเสบและช่วยระบบย่อยอาหาร
8.ถั่วเปลือกแข็ง : เช่น อัลมอนด์ ให้สารอาหารบำรุงหัวใจและช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสที่ดีในอาหาร
9.กรีกโยเกิร์ต : ผสานจุดเด่นทั้งการให้โปรตีนสูงและการดูแลระบบทางเดินอาหาร
10.เห็ด : มีเบต้ากลูแคนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบรรเทาความเครียด
ขณะที่เทรนด์ "สุขภาพลำไส้" กำลังเข้าสู่ยุคทองใหม่ โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดสุขภาพลำไส้ทั่วโลกสูงเกินกว่า 7.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งแตะระดับ 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 ข้อมูลระบุว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีการระบุสรรพคุณด้านสุขภาพลำไส้ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 61% ในปี 2567 - 2568 เพียง 1 ปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดที่ผู้บริโภคยังคงยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้น (Premium) เพื่อแลกกับส่วนผสมที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น โพรไบโอติกส์ แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย
สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือการเปลี่ยนผ่านด้านภาษาการตลาด คำว่า "สุขภาพลำไส้" (Gut health) ที่เคยเป็นคำกว้างๆ กำลังถูกแทนที่ด้วยชื่อส่วนผสมที่มีฟังก์ชันเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ไฟเบอร์, พรีไบโอติกส์, โพรไบโอติกส์ และโพสต์ไบโอติกส์ เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจเชิงเทคนิคที่ลึกซึ้งขึ้นและต้องการความชัดเจน โดยสรรพคุณที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงมักเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน พลังงาน สมาธิ และอารมณ์
โดยกลุ่มขับเคลื่อนหลักของเทรนด์นี้คือผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลและผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมจากการดูแลเมื่อเกิดปัญหา (Reactive) มาเป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกเพื่อป้องกันโรค (Proactive) นอกจากนี้ ข้อมูลยังพบว่ากลุ่มสตรีและผู้ที่มีการศึกษาสูงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีแนวโน้มเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากกว่ากลุ่มอื่น
ทั้งนี้ การที่ตลาดสุขภาพลำไส้เริ่มก้าวเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว (Maturing) ไม่ได้เป็นสัญญาณของการชะลอตัว แต่คือการเริ่มต้นของยุคใหม่ ซึ่งผู้ผลิตมีโอกาสที่จะยกระดับจากการใช้คำโฆษณาแบบกว้างๆ ไปสู่การนำเสนอผลประโยชน์ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์อย่างเต็มตัว
ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร มองตลาดสุขภาพลำไส้ว่า มีกลยุทธ์และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ 4 แนวทาง ดังนี้ 1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น : การเปลี่ยนผ่านจากคำศัพท์ทั่วไปเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพัฒนานวัตกรรมที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น 2. นวัตกรรมรูปแบบใหม่ : ผู้ผลิตสามารถสร้างความแตกต่างด้วยสูตรอาหารขั้นสูง (Advanced formulations) ผลิตภัณฑ์รูปแบบไฮบริด และแนวทางโภชนาการแบบเฉพาะบุคคล (Personalised nutrition) 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ : โอกาสเติบโตที่แข็งแกร่งอยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional beverages) ผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-based) และอาหารหลักในชีวิตประจำวันที่เสริมไฟเบอร์ และ4. การใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ : แบรนด์สามารถสร้างความแตกต่างได้ด้วยการใช้หลักฐานทางคลินิกที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับไมโครไบโอม (Microbiome) ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ./