น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะโฆษก ธปท. เปิดเผยว่า ในเดือนเม.ย.69 ไทยมียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ 7,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดดุลการค้าเป็นสำคัญ ตามมูลค่าการนำเข้าที่เร่งสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะมูลค่าการนำเข้าสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำมัน
อย่างไรก็ดี มองว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงนี้ จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น และจะค่อยทยอยลดการขาดดุลลง เนื่องจากคาดว่าปัญหาสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะสามารถคลี่คลายลงได้ในช่วงปลายปี ประกอบกับในช่วงดังกล่าวจะเป็นช่วง High season ของการท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามามากขึ้น
ธปท. ไม่กังวลขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ มองแค่ภาวะชั่วคราว ไม่กระทบเชิงโครงสร้าง"ตัวเลขนี้ (ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) ขึ้นกับพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเราคาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไป ดังนั้นตัวเลขนี้ (ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) ก็จะทยอยลดลง มองว่าเป็นการขาดดุลชั่วคราว" น.ส.ชญาวดี กล่าว
พร้อมเห็นว่า ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ยังไม่ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพียงแต่ต้องจับตาใกล้ชิด ทั้งนี้ สถานการณ์จะมีความน่าเป็นห่วง ก็ต่อเมื่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่องยาวนาน จนมีผลกระทบกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบัน มองว่าการขาดดุลในระดับสูงจะเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น และจะค่อยทยอยขาดดุลลดลงในช่วงปลายปี
ส่วนที่มีคนกังวลปัญหา Dual Deficit หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปพร้อมกับการขาดดุลการคลังนั้น โฆษก ธปท. เห็นว่า การขาดดุลในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่เมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย การขาดดุลก็จะทยอยปรับลดลง ซึ่งความน่ากังวลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ Dual Deficit นั้นค้างอยู่นานจนทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจบางส่วนต้องเปลี่ยนไป แต่ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ได้มีปัญหาถึงระดับนั้น
"ความน่ากังวลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เช่น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดค้างอยู่นาน จนทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจบางส่วนเปลี่ยนไป เช่น รายรับจากการท่องเที่ยว หรือการส่งออก ที่เคยเป็นตัวที่ทำให้เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้หายไป หรือมีการนำเข้าสูงมาก และไม่สามารถลดการนำเข้าได้ ทั้งหมดนี้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่จะทำให้เกิดความน่ากังวลจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่การขาดดุลการคลังที่ผ่านมานั้น เกิดจากการเข้ามาช่วยกระตุ้น หรือพยุงเศรษฐกิจในวิกฤติหลายรอบที่ผ่านมา...เชื่อว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่น่าจะต่อเนื่องยาวนาน การขาดดุลดังกล่าวน่าจะทยอยลดลงได้ อันเนื่องจากสงครามคลี่คลาย (ราคาน้ำมันลดลง) และนักท่องเที่ยวที่จะกลับมา (รายได้ภาคบริการ) ดังนั้น ตรงนี้จึงไม่มีความกังวลมาก" น.ส.ชญาวดี ระบุ
*เล็งปรับเพิ่มเป้า GDP ใหม่
น.ส.ชญาวดี กล่าวด้วยว่า ธปท. เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปี 2569 อย่างเป็นทางการใหม่อีกครั้ง หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบล่าสุดเมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 กนง.ประเมินว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5% และหลังจากนั้นนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ได้ประเมินผลจากการใช้เงินใน พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.5-0.7% หรือทำให้ GDP มีโอกาสขยับขึ้นเป็น 2.1% ได้
"ประมาณการ GDP ของไทยในปีนี้ จำเป็นต้องปรับใหม่ ซึ่งต้องปรับขึ้นจาก 1.5% ที่ได้ประเมินไว้เมื่อประชุม กนง.นัดล่าสุด โดยจะต้องนำผลจากมาตรการ พ.ร.ก.กู้เงิน ในปีนี้มาประเมินอีกครั้ง และต้องติดตามวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ว่าจะมีผลอย่างไรต่อไป" โฆษก ธปท.ระบุ