"พิพัฒน์"คิกออฟใช้”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”จ่ายค่ารถเมล์ไฟฟ้า”ไทยสมายล์บัส”ได้แล้ว นำร่อง 23 เส้นทางครบ 124 เส้นทางใน 15 มิ.ย.เอกชนทุ่มเกือบ 100 ล้าน ติดระบบ EDC คาดผู้โดยสารเพิ่มวันละ 2 แสนคน “คมนาคม”คาดปี 70 ยกเลิกรถเมล์ร้อน หลังขสมก.รับรถ EV 1,520 คัน แย้มรัฐทบทวนเพิ่มค่าเดินทางผ่านบัตรฯ
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) , นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) และ สุทธิรักษ์ พาทรัพย์มา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมเปิดตัวโครงการ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดินทางกับรถเมล์ไฟฟ้า ไทย สมายล์ บัส"
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั่วประเทศ จำนวน 43 ล้านคน ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในกรุงเทพมหานคร กว่า 5 แสนคน โดยมีค่าเดินทางขนส่งสาธารณะวงเงิน 750 บาทต่อเดือน กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก รวบรวมผู้ประกอบการขนส่งทุกระบบเข้าร่วมให้บริการ เพื่อขับเคลื่อนมาตรการลดค่าครองชีพช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งวันนี้ ไทย สมายล์ บัส ผู้ให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า มีความพร้อมที่จะรับชำระค่าโดยสารผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้บัตรประชาชนแตะเครื่อง EDC บนรถโดยสาร TSB ได้ทันที เริ่มนำร่องเฟสแรก จำนวน 23 เส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. นี้เป็นต้นไป และจะเพิ่มจนครบ 124 เส้นทาง ภายในวันที่ 15 มิ.ย. 2569
“ปัจจุบันรถเมล์มี 2 ประเภท คือรถแอร์กับรถร้อน ซึ่งรถร้อนเก็บค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย ในปี 2570 ทางขสมก.จะรับมอบ รถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน ซึ่งจะเข้ามาให้บริการแทนรถเมล์ร้อนและยังเสนอครม.ขอปรับเปลี่ยนอีก 800 คันที่เหลือเป็น EV ปรับอากาศ ทำให้รถร้อนหมดไป ค่าโดยสารรถแอร์จะเริ่มที่ 15 บาท ดังนั้น รัฐจะเข้าไปดูแลค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นนี้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยทางกระทรวงการคลัง จะทบทวนจะปรับรูปแบบเพิ่มวงเงินสำหรับผู้ที่ใช้เดินทางมากขึ้น หรือการโยกวงเงินที่ใช้น้อยมาใส่ในส่วนของค่าเดินทาง เป็นต้น “
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับรถเมล์ไฟฟ้าของ ไทยสมายล์บัส เป็นการยกระดับการเดินทางและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้กับประชาชน พร้อมกับช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้รถขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการลดปัญหาการจราจร และคุณภาพอากาศในเมืองไปพร้อมกันด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ยังเตรียมพิจารณาปรับปรุงเส้นทางรถเมล์ให้สอดคล้องกับการเดินทางเพื่อให้เป็นฟีดเดอร์ของระบบราง ซึ่งอาจจะมีการตัดเส้นทางเพื่อลดการทับซ้อนและเกิดความคุ้มค่าในการเดินรถ
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก หลังจาก ไทยสมายล์บัสได้รับอนุญาตให้ดำเนินการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทางเอกชนต้องดำเนินการติดตั้งเครื่องอ่าน EDC และพร้อมให้บริการในวันที่ 28 พ.ค.นำร่อง 23 เส้นทาง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมในอนาคต ซึ่งก่อนหน้านี้รถเมล์ ขสมก.ติดตั้ง เครื่อง EDC รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคันแล้วเหลือรถไฟฟ้าไทยสมายล์บัสและภาคี ซึ่งจะครบภายในกลางเดือน
รวมถึง ขบ.จะขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชนในระบบขนส่งสาควบคู่ไปด้วย โดยขอเชิญชวนผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งผู้ประกอบการรายเดิมสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 และผู้ประกอบการรายใหม่สามารถลงทะเบียนที่ธนาคารกรุงไทยได้จนถึงวันที่ 31 ก.ค.2569
@TSB ทุ่มเกือบ 100 ล้านบาทติดเครื่อง EDC และระบบทั้งหมดเพิ่มความสะดวกกับผู้โดยสารทุกกลุ่ม
นางสาวกุลพรภัสร์ ซีอีโอ ไทยสมายล์บัส กล่าวว่า บริษัทฯพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการขับเคลื่อนการให้บริการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม โดยได้ลงทุนเกือบ 100 ล้านบาท ในการจัดหาเครื่อง EDC ประมาณ 3,000 เครื่องและติดตั้งระบบหลังบ้านเพื่อรับชำระค่าโดยสารผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นำร่อง 23 เส้นทาง และครอบคลุมทุกเส้นทาง วันที่ 15 มิ.ย. เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารอย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ ระยะแรกจะนำร่องให้ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนใน 23 เส้นทาง ผู้โดยสารสามารถสังเกตป้ายหน้ารถจะระบุว่า “รถคันนี้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยวิธีการชำระให้แจ้งใช้สิทธิกับบัสโฮสเตสบนรถเมล์ พร้อมแสดงบัตรประชาชนเพื่อชำระค่าโดยสาร คิดตามระยะทาง 15-20-25 บาท”
@คาดผู้โดยสารเพิ่มอย่างน้อย 2 แสนคน/วัน
ปัจจุบัน ไทยสมายล์บัสให้บริการ 124 เส้นทาง มีรถจำนวน 2,350 คัน มีผู้โดยสารเฉลี่ย 3.8 แสนคนต่อวัน หรือมีส่วนแบ่งที่ประมาณ 40% ของผู้โดยสาร ราว 5 แสน ที่เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะในเขตกทม.และปริมณฑล โดยคาดว่าหลังรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 2 - 2.5 แสนคนต่อวัน ส่วนที่ยังไม่สามารถเข้าร่วม"ไทยช่วยไทย พลัส" ได้ เนื่องจาก ระบบเครื่อง EDC ยังมีปัญหาทางเทคนิค ที่ยังต้องร่วมกับทางกรุงไทย ปรับปรุงต่อไป
สำหรับ 23 เส้นทางนำร่อง ประกอบด้วย
1-17(187) หมู่บ้านเอื้ออาทรคลอง 3 - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
1-23(524) หลักสี่ - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ถนนบรมราชชนนี)
1-5(39) รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
2-4(30) วัดปากน้ำ นนทบุรี - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ สายใต้ (พระปิ่นเกล้า)
2-48(122) แฮปปี้แลนด์ - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)
3-15 เคหะบางพลี - สถานีรถไฟฟ้าเอกมัย
3-3(11) สวนหลวง ร.9 - สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ
3-37(12) ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - สถานีรถไฟฟ้าสนามไชย
3-45(77) พระราม 3 - สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
3-6(25) โรงเรียนปทุมคงคาสมุทรปราการ - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย)
4-1(6) ท่าเรือพระประแดง - บางลำพู
4-10L(42L) วงกลมเสาชิงช้า - ท่าพระ (วนซ้าย)
4-13(75) พุทธบูชา - หัวลำโพง
4-21(120) สมุทรสาคร - แยกบ้านแขก
4-36(7) โรงเรียนศึกษานารีวิทยา - หัวลำโพง
4-40L(56L) วงกลมธนบุรี - บางลำพู (วนซ้าย)
4-44(80A) วปอ.11 - สวนหลวงพระราม 8
4-46(84) วัดไร่ขิง - สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี
4-50(123) อ้อมใหญ่ - ท่าราชวรดิฐ
4-63(547) หมู่บ้านเอื้ออาทรศาลายา - ถนนตก
4-8(35) เคหะธนบุรี - บางลำพู
39 ตลาดไท - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
S3(559) รังสิต - สวนสยาม - ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ (ทางด่วน)