การตลาด - จัดใหญ่ THAIFEX 2026 แบรนด์ไทยขนทัพนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ มาให้ได้ว้าวกันในงาน หวังปูทางเพิ่มโอกาสการขายมากยิ่งขึ้น หลายแบรนด์ใช้เวทีนี้ ปัดฝุ่นสร้างภาพลักษณ์และประกาศกรำศึกครั้งใหญ่ หลังแบรนด์นิ่งและเงียบมานาน และหลายแบรนด์หวังแจ้งเกิดใหม่ผ่านงานนี้
งาน THAIFEX 2026 ในปีนี้ เปิดตัวมาอย่างคึกคัก แบรนด์ไทยตบเท้าเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ทั้งแบรนด์เก่า แบรนด์ใหม่แบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ต่างหวังที่จะใช้เวทีนี้เป็นช่องทางสู่ตลาดใหม่ๆ
**ไทยโคโค ปักหมุดทำตลาดในประเทศ
เริ่มจากไทยโคโค เป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในตลาดน้ำมะพร้าว ที่ผู้เล่นในตลาดรู้จักกันดี แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเน้นตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียว หรือมีรายได้จากการส่งออกแบบ 100% แต่จากสถานการณ์โลก ซึ่งมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน บวกกับมองว่าเวลานี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมแก่การทำตลาดในประเทศ ปีนี้ไทย โคโค จึงพร้อมลงศึกตลาดน้ำมะพร้าวในไทย ภายใต้แบรนด์ Thai Coco และ Hydaily
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้ไทย โคโคนัท พร้อมเดินเกมทำตลาดในประเทศ ด้วยการส่งสินค้านวัตกรรม 2 แบรนด์ลงตลาด คือ 1.แบรนด์ Thai Coco เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวธรรมชาติ ผลิตจากน้ำมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิค 100% จากสวนมาตรฐานในประเทศไทย มีอิเล็กโทรไลต์ที่จำเป็นต่อร่างกาย ให้ความชุ่มชื้นและความหวานจากธรรมชาติ ปราศจากวัตถุกันเสีย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนทำงานที่ใส่ใจสุขภาพ
2. แบรนด์ Hydaily เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องดื่มฟังก์ชันที่มีส่วนผสมของน้ำมะพร้าว และจะวางจำหน่ายในไทย 2 รสชาติ คือ Hydaily เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวผสมโกจิเบอร์รี่ และแอล-ธีอะนีน กลิ่น ส้มยูซุและน้ำผึ้ง ที่เติมความสดชื่นให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ เป็นต้น เหมาะกับกลุ่มคนเมืองและกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ มีความกดดันจากการเรียน การทำงาน และต้องอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน โดยทั้งสองแบรนด์ วางราคาจำหน่ายปลีกที่ 25 บาท/ขวด
“แผนการทำตลาดในประเทศครั้งนี้ พร้อมทุ่มงบ 50 ล้านบาท เพื่อเปิดตัวและสร้างแบรนด์ Thai Coco และ Hydaily ให้เป็นที่รู้จัก โดยวางกลยุทธ์การขายแบบ Full Funnel ทั้งในช่องทางออฟไลน์ ออนไลน์ เริ่มจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ก่อนขยายสู่โมเดิร์นเทรดอื่นๆ ต่อไป ตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทในปีแรก ซึ่งหลังจากการเปิดตัว Hydaily และ Thai Coco ในประเทศแล้ว บริษัทมีแผนที่จะส่งออก Hydaily และ Thai Coco ไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย โดยใช้งาน THAIFEX 2026 เป็นงานเปิดตัว ช่วงแรกจะเน้นตลาดเอเชียและยุโรปที่มีความตื่นตัวด้านสุขภาพ และเปิดรับเครื่องดื่ม ฟังก์ชันที่ดีต่อสุขภาพ“
ก่อนหน้านี้บริษัทดำเนินธุรกิจส่งออก 100% มีลูกค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวและผลไม้ที่มีความหลากหลาย ซึ่งในปี 2569 นี้ บริษัทคาดการณ์รายได้เติบโต 25-30%
**จับ ”ซอสฝาเขียว“ เขย่าสู่ "นวัตกรรมรสชาติ"
แม้ปัจจุบัน "ซอสฝาเขียว" จะยังคงครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน และมีภาพจำที่ถูกผูกติดอยู่กับกลุ่มแม่บ้านวัย 40 ปีขึ้นไป ทำให้ปีนี้ “ไทยเทพรส” เจ้าของแบรนด์ซอสปรุงรส ภูเขาทอง และซอสพริกศรีราชาพานิช ต้องการปรับภาพลักษณ์แบรนด์เดิมๆ ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 20-30 ปีมากขึ้น โดยใช้วิธีการเปิดตัวสินค้าแบบยกชุด (Product Range) เพื่อสร้างอิมแพ็คต่อตลาด บุกตลาดแมคโคร-ท็อปส์ ด้วยรสชาติอินเตอร์
นายบัญชา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้บริษัทได้ตัดสินใจเปิดตัวสินค้าใหม่รวม 16 ชนิด ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป เริ่มจากแบรนด์ภูเขาทอง จากซอสฝาเขียวสู่ "นวัตกรรมรสชาติ" ปีนี้จะเปิดตัวซอสสไตล์ไทยสตรีทฟู้ด 8 รสชาติ ประกอบด้วย ซอสผัดกระเพรา ซอสสามเกลอ ซอสกะปิสำเร็จรูป ซอสผัดผงกะหรี่ ซอสก๋วยเตี๋ยว ซอสปลานึ่งซีอิ้ว ซอสพะโล้ และซอสต้มยำ ราคาเริ่มต้นที่ 45 บาท
ส่วนแบรนด์ซอสพริกศรีราชาพานิช นำเสนอซอสสไตล์ไทยฟิวชั่นนานาชาติ 8 รสชาติ ประกอบด้วย ซอสหม่าล่า ซอสพริกศรีราชา (สูตรเกาหลี) ซอสยากินิคุ สูตรเผ็ด ซอสบาร์บีคิว ซอสบูโกกิ ซอสเทริยากิ ซอสผัดไทย และซอสเซซามิ เตรียมวางจำหน่ายช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยจะมี 3 รสชาติแรกที่ห้างแมคโคร ก่อนจะกระจายสินค้าเข้าสู่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า ราคาเริ่มต้นประมาณ 75-79 บาท
ด้านนางสาววรัญญา รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า แม้ภาพรวมตลาดเครื่องปรุงรส จะเติบโตเพียง 1% ต่อปี แต่บริษัทตั้งเป้ารักษารายได้ให้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาท พร้อมทั้งเตรียมเปิดตัวโครงการตึก 4 ชั้น ย่านสมุทรปราการในช่วงปลายปีนี้ เพื่อใช้เป็น Shop และพื้นที่สร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ รองรับทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
“การขยับตัวครั้งนี้ของภูเขาทองไม่เพียงแต่เป็นการรักษาฐานที่มั่นในตลาดเดิม แต่คือการเดิมพันครั้งสำคัญในการนำพาแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1954 ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว ซึ่งการร่วมงาน THAIFEX 2026 ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสเชื่อมโยงแบรนด์กับพาร์ทเนอร์ธุรกิจอาหารทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญการเปิดตัวสินค้าใหม่ถึง 16 รายการ เป็นการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำกว่า 70 ปีที่ไทยเทพรสมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหารและอยู่คู่ทุกครัวไทยเสมอ“ นายบัญชา กล่าว
**S&P สร้างอิมเมจใหม่มัดใจเจนนิว
หากให้เลือกร้านเบเกอรี่ในดวงใจ “S&P” น่าจะเป็นชื่อแรกๆ ที่เรานึกถึง และถ้าคุณนึกถึงชื่อนี้ เราคือเจนเดียวกัน เจนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป! และใช่มันคือโจทย์ใหญ่ที่ S&P ต้องการเป็นแบรนด์ออฟมายด์ในกลุ่มเจนยังมากขึ้น ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ครองใจวัย 40 แต่ต้องครองใจวัยยัง ที่อายุน้อยลงมา โดยเฉพาะเจน Z
นายกำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า S&P ยังคงยึดมั่นในการทำธุรกิจให้เติบโตแบบยั่งยืน เน้นบาลานซ์ในทุกส่วน โดยปัจจุบัน S&P แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน คือ รีเทล ฟู้ดเซอร์วิส และส่งออก โดยในส่วนของรีเทล ปีนี้จะมีสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา เช่น อาหารแช่แข็ง เค้กแช่แข็ง ขนมไหว้พระจันทร์ และเค้กสแควร์ ที่เริ่มขายมาเพียงหนึ่งอาทิตย์ ราคา 300 กว่าบาทต่อถาด ใน 20 สาขา และจะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป
ส่วนร้าน S&P นั้น ปีนี้จะมีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูสดใส ทั้งร้านและยูนิฟอร์มของพนักงาน ให้มีความแตกต่างในแต่ละสาขามากขึ้น รวมถึงมีการเปิดตัวฟอร์แมตชอปใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีลงมา โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z เช่น ฟอน์เมต S&P 1973 ที่ MBK, S&P เอ็กซ์เพรส รูปแบบ QSR ที่ประสานมิตร รวมถึงแผนการจับมือกับปตท. ที่จะเปิดตัวร้าน S&P แบบใหม่ในปั้มปตท. จากปัจจุบัน S&P มีจำนวนสาขารวมกว่า 430 สาขา ได้แก่ ไฮเปอร์มาร์เก็ต 200 สาขา ปั้มน้ำมัน 50 สาขา ห้างสรรพสินค้า 100 สาขา ร้านอาหาร 60 สาขา และในสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เป็นต้น
ส่วนกลุ่มฟู้ดเซอร์วิส เป็นบริการรับจ้างผลิต ที่ผ่านมาบริษัททำให้หลายๆ ที่ ทั้งกลุ่มไมเนอร์ การบินไทย และสตาร์บัคส์ เป็นต้น ปีนี้พร้อมเจาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น เช่น “เชฟโอ” ที่โควกับการบินไทย เสริฟเมนูอาหารจีน บนเครื่องบิน เส้นทางเอเชีย อย่าง ไทย- จีน เป็นต้น กับเมนูข้าวหน้าต่างๆ และบะหมี่หมูแดงย่างเตาถ่าน ซึ่งทาง S&P เป็นผู้ผลิตให้
แม้ S&P จะหายเงียบไปในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้พร้อมร่วมโชว์ศักยภาพในงาน THAIFEX 2026 ภายใต้ตรีมใหม่ “Delicious Business Solution” นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม Food & Bakery Solutions ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม รูปแบบ “S&P Quick Meal” ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “Thai SELECT” จากกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ 1.มัสมั่นกุ้ง 2.แกงเขียวหวานกุ้ง 3.บัวลอยเผือก 4.สาคูถั่วดำ 5.กล้วยบวชชี 6.ข้าวเหนียวสังขยา ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลทั้ง Halal, HACCP และ FSSC 22000 ตอกย้ำมาตรฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคและการขยายตลาดในต่างประเทศ
**เซ็ปเป้จัด 10 สินค้านวัตกรรม ลง THAIFEX
นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จุดแข็งสำคัญของเซ็ปเป้ คือการสร้างสินค้าที่มีความแตกต่างชัดเจน และสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้บริโภคได้หลากหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะ Mogu Mogu ที่มอบประสบการณ์ ‘Tangible Fun’ หรือความสนุกที่จับต้องได้ จากการผสานรสชาติและเนื้อสัมผัสหนุบหนับของวุ้นมะพร้าว จนสามารถเติบโตจากแบรนด์ไทยสู่ Global Snack Drink ที่มีจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
การร่วมงาน THAIFEX 2026 ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำทิศทางของเซ็ปเป้ ที่มุ่งมั่นสร้าง Global Brand เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลก โดยภายในบูธ เซ็ปเป้ได้ขนทัพผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 10 แบรนด์ มาร่วมสร้างสีสันภายใต้แนวคิด “FUNNIVERSE” (จักรวาลแห่งความสนุก) ซึ่งเป็นการผสมผสานคำว่า Fun และ Universe สะท้อนตัวตนของ SAPPE ในฐานะแบรนด์ไทยที่เติบโตสู่เวทีโลกด้วยนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความสนุกอย่างไร้ขีดจำกัด นำโดย “โมกุ โมกุ” (Mogu Mogu) เครื่องดื่มผสมวุ้นมะพร้าวระดับโลกที่สร้างปรากฏการณ์ Snack Drink และยังคงครองใจผู้บริโภคในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมด้วย เซ็ปเป้ อโลเวร่า, เซ็ปเป้ บิวติ และน้ำดื่มวิตามิน บลู นอกจากนี้ยังมี XS เครื่องดื่มผสมบุก, ผงผัก Pure, และ Mogu Tea ในต่างประเทศ เป็นต้น
นางสาวปิยจิต กล่าวด้วยว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมเติบโต 15% โดยไตรมาส 1 เติบโตแข็งแกร่งจากการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศ แม้จะมีความท้าทายในตลาดต่างประเทศ ทั้งปัญหาเรื่องสต็อกในยุโรป และผลกระทบจากสงครามการค้าในสหรัฐฯ แต่ไตรมาสหนึ่งยังโตได้ 13% ตามเป้า ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของตลาดต่างประเทศที่เติบโต 25% โดยตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มกลับมามียอดขายดีขึ้นหลังจากจัดการปัญหาเรื่องสต็อกเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ตลาดในประเทศช่วง Q1 ยังค่อนข้างทรงตัว
**โอสถสภา ใช้เวที THAIFEX เป็นประตูโกอินเตอร์
ก่อนหน้านี้ “โอสถสภา” ได้ฉายภาพแผนปี 69 ไว้ว่า พร้อมมุ่งขับเคลื่อนทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่ม พร้อมเสริมแกร่งเพื่อลุยตลาดต่างแดนเต็มกำลัง ซึ่งปีนี้พร้อมปักหมุดให้เป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ ตั้งเป้าเติบโตระดับ Double Digit ใช้โมเดลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว มาเป็นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) โดยขอโชว์ศักยภาพในงาน THAIFEX 2026 เป็นครั้งแรก เพื่อดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ
ล่าสุดในงาน THAIFEX 2026 โอสถสภาพร้อมขนทัพสินค้าเข้ามาร่วมงาน โดยนางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ได้กล่าวถึงเป้าหมายในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ว่า ถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวแบรนด์สู่ตลาดโลกอย่างเป็นทางการ หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมมานาน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตอนนี้มีการนัดหมายเจรจาธุรกิจมากกว่า 100 รายแล้ว จากผู้ซื้อและพันธมิตรหลากหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาวได้ในอนาคต
“แผนทำตลาดต่างประเทศครั้งนี้ เป็นการส่งสินค้าเข้าไปทดลองตลาดในระยะสั้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น ก่อนจะพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมให้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่นั้นๆ โดยใช้แบรนด์ เอ็ม-150 และชาร์ค เป็นตัวชูโรง โดยเฉพาะ ชาร์ค ที่บริษัทวางตำแหน่งทางการตลาดไว้ในระดับพรีเมียม ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในต่างประเทศ ตั้งเป้าหมายใน 2-3 ปี เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจาก 25% เป็น 35% จากปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 25,561 ล้านบาท และมาจากการส่งออก 6,493 ล้านบาท โต 4.8%”
โอสถสภาได้นำทัพนวัตกรรมเครื่องดื่มมาจัดแสดง ดังนี้ 1.M-150 สูตรพรีเมียม (ฝาทอง) 2. M-150 2in 1 Energy Drink + Electrolyte เครื่องดื่มชูกำลังไฮบริดครั้งแรกในเวียดนามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่สายแอ็กทีฟ
3.SHARK Energy Drink แบรนด์เอเนอร์จี๊ดริงก์ไลฟ์สไตล์ยอดนิยมในประเทศไซปรัส และวางจำหน่ายแล้วในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เปิดตัวรสชาติใหม่ครั้งแรกในงาน ThaiFex กับรส "Icy Blue Punch" กับรสชาติ Blue Punch 4.Thailicious เปิดตัวแบรนด์และสินค้าใหม่ Thailicious เป็นการนำเอกลักษณ์และเสน่ห์ของขนมและเครื่องดื่มไทยที่โด่งดังมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มนวัตกรรม
**เฮอริเทจขนทัพจัดใหญ่
นางสาววศธร พลไพศาล ผู้บริหาร เครือเฮอริเทจ กล่าวว่า ภาพรวมตลาด FMCG (อ้างอิงข้อมูลเดือนมีนาคม 2026) ยังติดลบ 0.3% แต่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากยอดขายเชิงปริมาณในบางหมวดสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่ม หรือ Beverage ที่บโต 1.2% ขณะที่ตลาดขนมขบเคี้ยว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูงและลดโซเดียม จากแนวโน้มดังกล่าวเครือเฮอริเทจจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในหลากหลายกลุ่มสินค้า ทั้งกลุ่มถั่ว ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ และนมจากโดยมุ่งเน้นการเพิ่ม Functional Benefts เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Preventive Health และ Longevity ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในระดับโลก
ล่าสุดในงาน THAIFEX 2026 ได้ยกทัพแบรนด์ดังในเครือฯ มาจัดแสดง อาทิ "เฮอริเทจ" ผลิตภัณฑ์ถั่ว ธัญพืช และผลไม้อบแห้งพรีเมียมสำหรับเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร, "บลูไดมอนด์" ผลิตภัณฑ์ถั่วอัลมอนด์จากแคลิฟอร์เนีย, เครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ แบรนด์ "อัลมอนด์ บรีซ" และ "ซันคิสท์" ผลิตภัณฑ์ถั่วพิสทาชิโอ และเครื่องดื่มน้ำนมพิสทาชิโอ
“ปี 2026 นี้ เครือเฮอริเทจครบรอบ 40 ปี จึงนำเสนอแนวคิด "Chapler 40: The Library of Wellness" เพื่อสื่อถึงการรวบรวมองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่สั่งสมมายาวนาน พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลากหลายตลาดทั่วโลก เพราะเราเชื่อว่าสุขภาพที่ดีของโลก และสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ต้องก้าวไปพร้อมกัน โดยมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์อันมีคุณค่าและเป็นเลิศ ผ่านผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพภายใต้แนวคิด "Healthy Food, Happy Life* เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพได้ในทุกวันและทุกโอกาส" นายวศธร กล่าว
** LACO ชูโอนแบรนด์ลุยตลาดถั่วแระญี่ปุ่น
แบรนด์ Minnamame โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท Lanna Agro Industry Co. และกรรมการบริษัท LACO INNOTECH กล่าวว่า ปีนี้ LACO ต้องการยกระดับจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี สู่การเป็น Global Food Company เต็มรูปแบบ โดยวาง LACO เป็น Corporate Brand ในการขับเคลื่อนพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย จากเดิมที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็งซึ่งมีสัดส่วนรายได้กว่า 70% และธุรกิจผลไม้เคลือบช็อกโกแลตที่สัดส่วน 20% สู่การสร้างแบรนด์สินค้าสำเร็จรูปที่ผู้บริโภคจดจำได้มากขึ้น
กับ 2 แบรนด์หลัก คือ Minnamame เป็นแบรนด์เกี่ยวกับถั่วแระญี่ปุ่น และ ChocoFruiz เป็นแบรนด์ผลไม้เคลือบช็อกโกแลต ซึ่งปีนี้ในงาน THAIFEX 2026 พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์จากถั่วแระญี่ปุ่นมากมาย ทั้งแบบถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็ง, ถั่วแระญี่ปุ่นแบบสแน็ก และแบบแกะเปลือกเหลือแต่เม็ดในอนาคตเตรียมขยายไลน์สินค้าเพิ่มเติม ทั้งถั่วแระญี่ปุ่นรสชาติใหม่ๆ นมถั่วแระ เพื่อตอบโจทย์ตลาด Healthy Lifestyle และเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก ล่าสุดยังได้เปิดตัว “พิมฐา” Friend of Minnamame ถ่ายทอดตัวตนใหม่ของแบรนด์
จากปัจจุบัน LACO มีสัดส่วนรายได้หลักจากตลาดสหรัฐอเมริกา 38% ญี่ปุ่น 34% ไทย 22% และกลุ่มประเทศอื่นๆ 6% ครอบคลุมทั้ง Middle East, Asia, Oceania และ Europe พร้อมตั้งเป้ารายได้รวม 2,300 ล้านบาท และเร่งขยายตลาดไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 250 ล้านบาท สู่ 500 ล้านบาทใน 3-5 ปี เพื่อสร้างสมดุลการเติบโตระหว่างตลาดในประเทศและตลาดส่งออก.