BYD เผยระบบช่วยขับขี่ของบริษัทที่ขณะนี้ติดตั้งในรถกว่า 60 รุ่น รวมเกือบ 3 ล้านคันทั่วโลก ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเหลือเพียง 1 ใน 6 เมื่อเทียบกับการขับขี่ของมนุษย์
หยาง ตงเชิง รองประธานอาวุโสของ BYD Group และหัวหน้าสถาบันวิจัยเทคโนโลยีใหม่ด้านยานยนต์ กล่าวในที่ประชุมประจำปีเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะครั้งที่ 13 ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เทคโนโลยีช่วยขับขี่ของบริษัทช่วยยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนได้อย่างมาก ทั้งนี้ จากรายงานของคาร์นิวส์ไชน่า
หยางระบุว่า BYD เริ่มขยายการปรับใช้ซอฟต์แวร์การขับขี่อัจฉริยะตั้งแต่ต้นปี 2025 และขณะนี้ได้นำเสนอระบบช่วยขับขี่ระดับ 2 เป็นฟังก์ชันมาตรฐานในอีวีกว่า 60 รุ่น รวมแล้วเป็นจำนวนเกือบ 3 ล้านคันทั่วโลก
BYD คำนวณอัตราอุบัติเหตุร้ายแรงโดยวัดจากจำนวนครั้งที่ถุงลมนิรภัยทำงานในทุก 10 ล้านกม. ซึ่งพบว่า อัตราการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงของรถที่ใช้ซอฟต์แวร์ขับขี่อัจฉริยะของบริษัทลดลงเหลือ 1 ใน 6 เมื่อเทียบกับการขับขี่โดยมนุษย์ที่มีการรายงาน
ข้อมูลจาก BYD ยังแสดงให้เห็นว่า มีการเปิดใช้งานระบบช่วยขับขี่แบบนำทางกว่า 50% และ 86% สำหรับระบบช่วยจอดซึ่งช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุขณะความเร็วต่ำได้เกือบทั้งหมด โดยรอยขีดข่วนบนตัวถังและการชนเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจอดรถลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 50 จากการขับขี่แบบเดิม หรือลดลงถึง 98%
BYD ยังกล่าวถึงระบบขับขี่อัจฉริยะ God's Eye และโปรแกรมรับประกันระบบช่วยจอดที่เกี่ยวข้องที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนก.ค.ปีที่แล้ว
การเปิดเผยนี้เกิดขึ้นก่อนที่ BYD จะจัดงานเกี่ยวกับกลยุทธ์การขับขี่อัจฉริยะในวันพฤหัสฯ (28 พ.ค.) ซึ่งนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมคาดว่า บริษัทอีวีเบอร์หนึ่งของจีนแห่งนี้จะเปิดตัวระบบ God's Eye รุ่นอัปเดตในวงกว้างขึ้น รวมถึงมีแผนนำระบบนี้ไปติดตั้งในรถรุ่นอื่นๆ เพิ่มเติม
หยางบอกว่า ความสามารถเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจาก Xuanji Architecture ของ BYD ที่รวมสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดแวร์ด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นแพลตฟอร์มยานยนต์เดียว แทนที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์แยกกันสำหรับระบบความบันเทิง การควบคุมการขับเคลื่อน และความปลอดภัย
BYD ยังอธิบายเกี่ยวกับการใช้โมเดล AI เชิงกายภาพที่ติดตั้งภายในตัวรถเพื่อคาดการณ์แนวโน้มความเสี่ยงบนถนนและคำนวณการหลบหลีกเชิงป้องกันได้ก่อนที่มนุษย์จะทันตอบสนอง
นอกจากนั้น เพื่อตรวจจับวัตถุที่กล้องปกติอาจมองไม่เห็น รถจึงรวมซอฟต์แวร์ด้านภาพเข้ากับเซ็นเซอร์ LiDAR ที่ติดตั้งบนหลังคา การตั้งค่านี้จะสร้างแผนที่สิ่งกีดขวางที่มีลักษณะกลวงหรือวัตถุที่ห้อยหรือลอยอยู่เหนือพื้น ซึ่งเป็นประโยชน์มากขณะจอดรถในที่แคบ
BYD ยังใช้โมเดลจำลองโลกเสมือนบนคลาวด์และการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง สำหรับการฝึกจำลองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากหรือซับซ้อน โดยได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลการขับขี่ประจำวันรวมระยะทาง 190 ล้านกม. ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถอัปเดตอัลกอริธึมการขับขี่ทุก 3 วัน
ทีมวิศวกรของ BYD ให้ความสนใจอย่างมากกับสภาพอากาศเลวร้ายและสภาพถนนอันตราย หยางระบุว่า แพลตฟอร์มรถไฟฟ้าอัจฉริยะที่รวมระบบต่างๆ เข้าด้วยกันสามารถควบคุมรถให้ทรงตัวได้ในเวลาเพียง 200 มิลลิวินาทีโดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับแชสซี และเสริมว่า ทีมทดสอบของบริษัทประสบความสำเร็จในการทดสอบการทรงตัวของรถขณะยางระเบิดที่ความเร็วเกิน 200 กม./ชม.
ทั้งนี้ BYD มีสนามทดสอบเฉพาะสำหรับการพัฒนาระบบช่วยจอดและระบบช่วยขับขี่ เพื่อผสานการทดสอบแบบจำลองสถานการณ์กับการทดสอบจริงในสนาม
รถใหม่หลายรุ่นที่ BYD เปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้มีการผสานเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะและเทคโนโลยีการชาร์จเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น Atto 3 รุ่นอัปเดตที่เผยโฉมที่จีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มระยะทางวิ่ง 120 กม.ตามมาตรฐาน CLTC และระบบชาร์จเร็ว ขณะที่ Seal 08 ที่มีกำหนดเปิดตัวในไตรมาสนี้จะมาพร้อมระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังและระบบชาร์จเร็ว
เดือนที่ผ่านมา BYD มียอดขายอีวีทั่วโลก 314,100 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 6.2% แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 15.7% ทั้งนี้ จากข้อมูลของไชน่า อีวี ดาตา แทรคเกอร์