เปิดกลยุทธ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทวงบัลลังค์เบอร์หนึ่งตลาดรถหรูของไทย ปูพรมเปิดรถใหม่ 40 รุ่น ภายใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมวางเป้าหมายเติบโตปีนี้ 10% ขึ้นไป กระแสตอบรับ CLA ดีเกินคาดยอดจองทะลุ 2,000 คัน ชูนโยบายความสุขของลูกค้าคือหัวใจสำคัญ

เปิดบทสรุปจากการสัมภาษณ์ "คริสเตียน เชลล์” ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายในงานฉลองครบรอบ 140 ของนวัตกรรมยานยนต์ โดยเป็นการตอบคำถามสื่อมวลชนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
ประเด็นสำคัญที่นายใหญ่ขอกล่าวเป็นอย่างแรกคือ ตัวเลขของการขายในระดับโลกและทำความเข้าใจถึงตัวเลชยอดขายที่ใช้ในอนาคต โดยภาพรวมของทั้งโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ เติบโต 5% (ยกเว้นตลาดจีน) ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เติบโตถึง 107% และประเทศไทยรถยนต์ไฟฟ้ามีกระแสตอบรับที่ดีมากโดยเฉพาะ CLA มียอดจองสะสมกว่า 2,000 คันแล้ว

สำหรับยอดขายในไตรมาสแรก หากดูยอดจดทะเบียนจะเห็นว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดสูงถึงเกือบ 2,000 คัน นั่นเป็นเพราะเป็นยอดค้างจดทะเบียนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ยอดขายจริงอยู่ที่ราว 1300 กว่าคัน พอๆ กันกับปีก่อนหน้า ฉะนั้นการดูเพียงยอดจดทะเบียนอย่างเดียวตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนได้
“แม้ว่า ต้นทุนในการประกอบรถยนต์ในประเทศไทยจะสูงกว่าในประเทศจีน แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า 100% ด้วยเหตุผลหลากหลายประการทั้งความเชื่อมั่นและคุณภาพการประกอบ โดยจะไม่หยุดเพียงเท่านั้น และจะมีการเปิดตัวรถใหม่ 40 รุ่น ภายในปี 2027” นายคริสเตียน กล่าว

แผนการเปิดตัวรถใหม่ของปีนี้ จะมีรุ่น GLC EV ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยเป็นการประกอบในประเทศไทย และ รถตู้พลังงานไฟฟ้า VLE EV ที่น่าจะเป็นการนำเข้า ขณะเดียวกันยังได้เปิดโปรแกรมพิเศษ Mercedes-Maybach S-Class แบบ MANUFAKTUR package ให้ลูกค้าสามารถเลือกออปชันได้ตามความต้องการ
พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัว Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ราคาแนะนำ 14,000,000 บาท มีจำนวนจำกัด 16 คัน ในประเทศไทย ในวาระฉลองครบรอบ 140 ปีของแบรนด์ และเตรียมเปิดตัว Mercesdes-Benz S580 e Facelift ในช่วงปลายปีอีกหนึ่งรุ่น

“การปรับกลยุทธ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ Car Company แต่เราเป็น Mobility Company ซึ่งวางนโยบายให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การดำเนินการต่างๆ ปรับให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า โดยมองที่ความสุขของลูกค้าคือหัวใจสำคัญ” คริสเตียนกล่าว
ส่วนเป้าหมายยอดขายของปีนี้ หวังตัวเลขการเติบโตระดับ สองหลัก หรือมากกว่า 10% ปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของยอดจอง CLA และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ปรับโชว์รูมทุกแห่งให้สามารถขายรถ AMG ได้ พร้อมแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย Maybach เพิ่มเป็น 10 แห่ง

ทั้งนี้ ยังได้เพิ่มการรับประกันคุณภาพของแบตเตอรี่เป็น 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ในรถ PHEV ของ C-Class, GLC, E-Class และ S-Class พร้อมจับมือกับพันธมิตรทั้งโรงแรมและเครือห้างสรรพสินค้า เตรียมอัพเกรดระบบการชาร์จให้มีประสิทธิภาพและคลอบคลุมมากขึ้น
ด้านนโยบายการตั้งราคาแบบราคาเดียวทั่วประเทศ (one price policy) ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งลูกค้าและดีลเลอร์ ส่วนการประกาศลดราคานั้นเป็นไปตามนโยบายที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้าเพื่อปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาพตลาดปัจจุบัน ซึ่งปรับเกือบครบทุกรุ่นเรียบร้อยแล้ว

สำหรับ "คริสเตียน เชลล์” เคยประจำอยู่ที่ประเทศไทยในยุครุ่งเรืองของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ครองอันดับ 1 ด้านยอดขายรถหรูในไทย และเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของค่ายแห่งดวงดาวในไทย มาจับตาดูกันว่า การกลับมาคราวนี้ของเขาจะทวงบัลลังค์อันดับหนึ่งคืนได้หรือไม่อย่างไร




เปิดบทสรุปจากการสัมภาษณ์ "คริสเตียน เชลล์” ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายในงานฉลองครบรอบ 140 ของนวัตกรรมยานยนต์ โดยเป็นการตอบคำถามสื่อมวลชนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
ประเด็นสำคัญที่นายใหญ่ขอกล่าวเป็นอย่างแรกคือ ตัวเลขของการขายในระดับโลกและทำความเข้าใจถึงตัวเลชยอดขายที่ใช้ในอนาคต โดยภาพรวมของทั้งโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ เติบโต 5% (ยกเว้นตลาดจีน) ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เติบโตถึง 107% และประเทศไทยรถยนต์ไฟฟ้ามีกระแสตอบรับที่ดีมากโดยเฉพาะ CLA มียอดจองสะสมกว่า 2,000 คันแล้ว
สำหรับยอดขายในไตรมาสแรก หากดูยอดจดทะเบียนจะเห็นว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดสูงถึงเกือบ 2,000 คัน นั่นเป็นเพราะเป็นยอดค้างจดทะเบียนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ยอดขายจริงอยู่ที่ราว 1300 กว่าคัน พอๆ กันกับปีก่อนหน้า ฉะนั้นการดูเพียงยอดจดทะเบียนอย่างเดียวตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนได้
“แม้ว่า ต้นทุนในการประกอบรถยนต์ในประเทศไทยจะสูงกว่าในประเทศจีน แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า 100% ด้วยเหตุผลหลากหลายประการทั้งความเชื่อมั่นและคุณภาพการประกอบ โดยจะไม่หยุดเพียงเท่านั้น และจะมีการเปิดตัวรถใหม่ 40 รุ่น ภายในปี 2027” นายคริสเตียน กล่าว
แผนการเปิดตัวรถใหม่ของปีนี้ จะมีรุ่น GLC EV ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยเป็นการประกอบในประเทศไทย และ รถตู้พลังงานไฟฟ้า VLE EV ที่น่าจะเป็นการนำเข้า ขณะเดียวกันยังได้เปิดโปรแกรมพิเศษ Mercedes-Maybach S-Class แบบ MANUFAKTUR package ให้ลูกค้าสามารถเลือกออปชันได้ตามความต้องการ
พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัว Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ราคาแนะนำ 14,000,000 บาท มีจำนวนจำกัด 16 คัน ในประเทศไทย ในวาระฉลองครบรอบ 140 ปีของแบรนด์ และเตรียมเปิดตัว Mercesdes-Benz S580 e Facelift ในช่วงปลายปีอีกหนึ่งรุ่น
“การปรับกลยุทธ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ Car Company แต่เราเป็น Mobility Company ซึ่งวางนโยบายให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การดำเนินการต่างๆ ปรับให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า โดยมองที่ความสุขของลูกค้าคือหัวใจสำคัญ” คริสเตียนกล่าว
ส่วนเป้าหมายยอดขายของปีนี้ หวังตัวเลขการเติบโตระดับ สองหลัก หรือมากกว่า 10% ปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของยอดจอง CLA และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ปรับโชว์รูมทุกแห่งให้สามารถขายรถ AMG ได้ พร้อมแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย Maybach เพิ่มเป็น 10 แห่ง
ทั้งนี้ ยังได้เพิ่มการรับประกันคุณภาพของแบตเตอรี่เป็น 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ในรถ PHEV ของ C-Class, GLC, E-Class และ S-Class พร้อมจับมือกับพันธมิตรทั้งโรงแรมและเครือห้างสรรพสินค้า เตรียมอัพเกรดระบบการชาร์จให้มีประสิทธิภาพและคลอบคลุมมากขึ้น
ด้านนโยบายการตั้งราคาแบบราคาเดียวทั่วประเทศ (one price policy) ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งลูกค้าและดีลเลอร์ ส่วนการประกาศลดราคานั้นเป็นไปตามนโยบายที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้าเพื่อปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาพตลาดปัจจุบัน ซึ่งปรับเกือบครบทุกรุ่นเรียบร้อยแล้ว
สำหรับ "คริสเตียน เชลล์” เคยประจำอยู่ที่ประเทศไทยในยุครุ่งเรืองของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ครองอันดับ 1 ด้านยอดขายรถหรูในไทย และเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของค่ายแห่งดวงดาวในไทย มาจับตาดูกันว่า การกลับมาคราวนี้ของเขาจะทวงบัลลังค์อันดับหนึ่งคืนได้หรือไม่อย่างไร