xs
xsm
sm
md
lg

ศาลจีนวางเกณฑ์คดี "คริปโต-เอไอ" สกัดเงินสีเทาปูทางสู่หยวนดิจิทัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกรุงปักกิ่งกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อศาลประชาชนสูงสุดของจีนประกาศเดินหน้าศึกษาหลักเกณฑ์พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีและปัญญาประดิษฐ์ แม้แนวทางดังกล่าวยังคงสวนทางกับมาตรการกวาดล้างการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเด็ดขาด ท่าทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อรับมือกับข้อพิพาททางเศรษฐกิจดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้น รวมถึงอาจเป็นจังหวะก้าวสำคัญในการสกัดกั้นเม็ดเงินสีเทาหลังคดียึดบิทคอยน์ระดับโลก พร้อมกับปูทางรวบอำนาจทางการเงินผ่านเงินหยวนดิจิทัลของรัฐบาลให้เบ็ดเสร็จ

ศาลประชาชนสูงสุดของจีน หรือ SPC สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญในแวดวงกระบวนการยุติธรรมและการเงินดิจิทัลระดับโลก ด้วยการเปิดเผยแผนเตรียมศึกษาและพัฒนากระบวนการพิจารณาคดีรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเป้าไปยังข้อพิพาทด้านคริปโทเคอร์เรนซีและการเงินข้ามพรมแดน ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการจัดระเบียบเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและตรวจสอบได้ยาก

นายหลิว กุ้ยเซียง สมาชิกคณะกรรมการตุลาการของศาลฎีกาจีน ได้ระบุผ่านสำนักข่าวอี้ไฉว่า ทางการจีนกำลังเร่งทำวิจัยเชิงลึกเพื่อวางกรอบกฎระเบียบสำหรับการพิจารณาคดีอุบัติใหม่ โดยเฉพาะประเด็นสกุลเงินดิจิทัลและกระแสเงินทุนข้ามชาติ เป้าหมายเร่งด่วนของแผนงานนี้คือการกำหนดแนวทางการตีความทางกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงการเรียกร้องค่าชดเชยทางแพ่ง ในกรณีที่เกิดการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน หรือ อินไซเดอร์เทรดดิ้ง รวมถึงการปั่นราคาในตลาดการเงิน

ทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเฉิน จื้อ และยึดบิตคอยน์มูลค่า 15 พันล้านดอลลาร์ แหล่งที่มา: Justice.gov
นอกเหนือจากมิติด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ศาลสูงสุดจีนยังพุ่งเป้าไปที่การวางรากฐานการคุ้มครองทางตุลาการสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และสิทธิในทรัพย์สินทางข้อมูล ซึ่งครอบคลุมไปถึงการระงับข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ข้อมูล การทำธุรกรรม และเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยี AI การยกระดับมาตรฐานทางตุลาการในครั้งนี้จะช่วยลดความคลุมเครือ และสร้างความชัดเจนให้กับศาลระดับต่างๆ ทั่วประเทศว่าควรมีดุลพินิจในการตัดสินข้อพิพาทและกำหนดความรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งจะส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายในคดีคริปโทเคอร์เรนซีและ AI มีมาตรฐานเดียวกันอย่างแท้จริง

หากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในบริบทแวดล้อม ท่าทีของศาลสูงสุดจีนเกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงไม่กี่เดือนจากคดีอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติที่สั่นสะเทือนวงการ ซึ่งพัวพันกับนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัทปรินซ์กรุ๊ปแห่งกัมพูชาผู้มีสัญชาติจีนโดยกำเนิด นายเฉินถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569 ก่อนจะถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีที่จีนในข้อหาที่เชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมาย

หากย้อนกลับไปที่ต้นเหตุคดีนี้ขยายวงกว้างขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาได้เปิดปฏิบัติการยึดบิทคอยน์มูลค่ามหาศาลกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเครือข่ายธุรกิจที่ต้องสงสัยของนายเฉิน เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเวียนซ่อนเร้นผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้รัฐบาลปักกิ่งตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อรับมือกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจยุคใหม่

โครงสร้างของเงินหยวนดิจิทัล หรือ CBDC ของจีน แหล่งที่มา: Cointelegraph
ประเด็นที่น่าจับตาและสะท้อนความย้อนแย้งในเชิงนโยบายของจีนอย่างชัดเจน คือความพยายามร่างกฎหมายเพื่อรับมือกับคดีดิจิทัลเหล่านี้ ดำเนินไปคู่ขนานกับกฎเหล็กในการแบนคริปโทเคอร์เรนซีที่ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเข้มงวดทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การกวาดล้าง ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน หรือ PBOC ได้ริเริ่มมาตรการขั้นเด็ดขาดตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยสั่งห้ามสถาบันการเงินทุกแห่งให้บริการที่เกี่ยวข้องกับบิทคอยน์ พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่าบิทคอยน์ไม่มีสถานะเป็นสกุลเงินตามกฎหมาย ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 หน่วยงานกำกับดูแลระดับสูงถึง 10 แห่ง ได้ร่วมกันประกาศแบนการทำธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี การทำเหมืองขุดบิทคอยน์ และการระดมทุนเสนอขายเหรียญดิจิทัลทั่วประเทศอย่างราบคาบ

แรงกดดันและนโยบายปราบปรามยังคงลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ธนาคารกลางจีนได้ออกคำสั่งกวาดล้างการออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่ผูกมูลค่ากับเงินหยวนนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนสั่งระงับการนำสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลหากไม่ผ่านการอนุมัติจากทางการ

อย่างไรก็ตามการขยับตัวทางตุลาการพร้อมๆ กับการคงมาตรการปราบปรามอย่างหนักหน่วง นำไปสู่ข้อสรุปทางยุทธศาสตร์ที่ว่า รัฐบาลจีนไม่ได้ปฏิเสธความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่ต้องการผูกขาดอำนาจการบริหารจัดการเงินตราไว้ในมือรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ สัญญาณตอกย้ำที่ชัดเจนที่สุดคือการที่รัฐบาลเพิ่งเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถจ่ายดอกเบี้ยแก่ประชาชนที่ถือครองเงินหยวนดิจิทัล ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) การเดินหมากทั้งหมดนี้บ่งชี้ทิศทางที่ชัดเจนว่า ธนาคารกลางจีนกำลังเร่งเครื่องผลักดันเงินหยวนดิจิทัลให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการเงิน เพื่อชูบทบาทเงินเฟียตดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบภายใต้การควบคุมของรัฐ และสกัดกั้นการเติบโตของสเตเบิลคอยน์ทางเลือกภาคเอกชนอย่างเด็ดขาด