เปิดเอกสาร e-Bidding โครงการ AI Passport งบ 1.64 พันล้าน เปิดสิทธิ์คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป 5 ล้านรายใช้ AI ตัวท็อปฟรี 1 ปี ต้นทุนเฉลี่ย 27 บาทต่อเดือน
สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หน่วยงานที่ดูแลกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) เปิดประกวดราคาจ้างดำเนิน โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย หรือ TH-AI Passport ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding โดยกำหนดราคากลางของงานไว้ที่ 1,645,693,860 บาท เพื่อผลักดันให้คนไทยเข้าถึงและใช้งาน Generative AI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 1 ปี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย 5 ล้านคน
◉ คนไทย 15 ปีขึ้นไปใช้ฟรี
โครงการดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิดการยกระดับทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ให้กับคนไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน โดยเอกสาร TOR ระบุว่า ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะแห่งอนาคต ทั้งในระบบการศึกษา ภาครัฐ และภาคแรงงาน ขณะที่ผลสำรวจด้าน AI ชี้ว่า ผู้บริหารไทยจำนวนมากไม่ต้องการจ้างแรงงานที่ไม่มีทักษะ AI และยังมีการคาดการณ์ว่างานบางส่วนในไทยอาจถูกแทนที่ด้วย AI ภายในปี 2573
ดังนั้น สดช.จึงวางโครงการ TH-AI Passport เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เปิดโอกาสให้ประชาชนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สามารถเข้าถึง AI ระดับใช้งานจริง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งยังมุ่งให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐ แรงงาน และผู้ประกอบการ นำ AI ไปใช้เพิ่มผลิตภาพ สร้างรายได้ และต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ของประเทศ
◉ แพลตฟอร์มรวมโมเดลชั้นนำ
สาระสำคัญของโครงการคือ ผู้รับจ้างต้องจัดหาแพลตฟอร์ม Generative AI ที่มีคุณสมบัติระดับ Pro หรือ Premium หรือเทียบเท่าบริการที่ปกติต้องเสียค่าบริการ โดยต้องรองรับ AI อย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์หรือยี่ห้อ สำหรับผู้ใช้งานจำนวน 5 ล้านคน และอย่างน้อย 2 ผลิตภัณฑ์ต้องเป็นโมเดลระดับสากลที่มีผลประเมินอยู่ในกลุ่มสูงสุด 5 อันดับแรกจากมาตรฐานนานาชาติ เช่น MMLU, GPQA, HumanEval และ MMMU ภายใน 12 เดือนล่าสุด
นอกจากนี้ ระบบต้องรองรับการใช้งานหลายรูปแบบ ทั้งการสร้างโค้ด การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างภาพ การสนทนาโต้ตอบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การอัปโหลดไฟล์ PDF, XLSX, CSV และ DOCX การจัดการประวัติสนทนา รวมถึงการสร้างและปรับแต่ง AI Agent เฉพาะเรื่อง ขณะเดียวกันยังต้องรองรับ Generative AI ที่พัฒนาในประเทศไทย เช่น Typhoon หรือ Pathumma เพื่อให้โครงการไม่ใช่เพียงการซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI ต่างประเทศ แต่ยังเชื่อมกับระบบนิเวศ AI ไทยด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:'ดีอี' จ่อเปิดตัว 'AI Passport' เดือน มิ.ย.69 ให้คนไทยใช้ AI ตัวดังฟรี
◉ คุมข้อมูลคนไทยไว้ในประเทศ
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดย TOR กำหนดให้ข้อมูลการลงทะเบียนทั้งหมดต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทยเท่านั้น และห้ามถ่ายโอนข้อมูลออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งต้องขอความยินยอมจากผู้ใช้งานตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ก่อนเก็บและประมวลผลข้อมูล
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มต้องมีระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลแบบ Role-Based Access Control หรือ RBAC มีการบันทึก Audit Trail ทุกครั้ง มีการเข้ารหัสข้อมูลทั้งระหว่างส่งและขณะจัดเก็บ มีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ และต้องออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัย เช่น ISO/IEC 27001, NIST และ PDPA รวมถึงต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ก่อนเปิดให้บริการจริง
◉ คัดเอกชนคะแนนเทคนิคสูง
ในด้านการจัดซื้อจัดจ้าง สดช.กำหนดให้ใช้หลักเกณฑ์ ราคาประกอบเกณฑ์อื่น โดยให้น้ำหนักข้อเสนอด้านเทคนิคสูงถึง 80% และให้น้ำหนักราคาที่เสนอเพียง 20% สะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้เลือกจากราคาต่ำสุดเป็นหลัก แต่เน้นคุณภาพระบบ ประสบการณ์ผู้รับจ้าง ความสามารถของแพลตฟอร์ม และผลทดสอบระบบจริงเป็นตัวตัดสิน
โดยเฉพาะการสาธิตและทดสอบระบบ หรือ Proof of Concept (POC) ถูกกำหนดน้ำหนักไว้สูงถึง 52% ครอบคลุมการทดสอบระบบลงทะเบียนและบริหารสิทธิ์ ระบบ Generative AI ระบบการเรียนรู้และจัดการเนื้อหา และ Dashboard วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time ซึ่งสามารถรายงานความก้าวหน้าการลงทะเบียน การใช้งาน AI พฤติกรรมผู้ใช้ และผลประเมินทักษะก่อน-หลังเข้าร่วมโครงการ
สำหรับเงื่อนไขของผู้ยื่นข้อเสนอ ต้องเป็นนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย มีผลงานด้านซอฟต์แวร์ ระบบคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือบริการด้านไอที ในสัญญาเดียวมูลค่าไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี รวมถึงต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ในบางกรณี และต้องแสดงหลักฐานการเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ให้บริการ Generative AI รุ่น Pro หรือ Premium อย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ ผู้ชนะโครงการต้องพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ด้าน AI อย่างน้อย 96 เรื่อง ครอบคลุมวิดีโอ e-book และอินโฟกราฟิก โดยเนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกับ AI Literacy, Prompt Engineering, AI Ethics และการประยุกต์ใช้ AI รวมถึงต้องจัดกิจกรรมระดมความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง จัด Bootcamp 4 ครั้ง รวมไม่น้อยกว่า 4,000 คน จัดประกวด NextGen AI Creator/Innovator Awards รวมไม่น้อยกว่า 400 คน และมี Call Center & Help Desk ให้บริการตลอด 24 ชม.
◉ ชู 27 บาทลดเหลื่อมล้ำ AI
ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า หากคำนวณจากสิทธิ์การใช้งานที่ประชาชนจะได้รับ โครงการนี้มีต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่การซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชัน Pro จากตลาดทั่วไปอาจมีค่าใช้จ่ายราว 700-1,000 บาทต่อเดือน จึงถือเป็นมาตรการลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี ทำให้ประชาชนสามารถใช้เครื่องมือ AI ระดับสูงได้ในต้นทุนต่ำกว่าการซื้อบริการเอง
ทั้งนี้ กระทรวงดีอียังวางกลุ่มเด็กจบใหม่หรือ First Jobber เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากคนรุ่นนี้จำนวนมากจบการศึกษามาก่อนที่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานจะมีวิชา AI อย่างจริงจัง ขณะที่ตลาดแรงงานปัจจุบันกลับแข่งขันด้วยทักษะดิจิทัลและการใช้ AI มากขึ้น ดังนั้น โครงการนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือเติมทักษะจำเป็น เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถแข่งขันในตลาดงานยุคใหม่ได้ดีขึ้น
"ยืนยันว่า การดำเนินโครงการจะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA อย่างเข้มงวด โดยจะไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในลักษณะที่ละเมิดสิทธิของประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการใช้งานในภาพรวมจะถูกนำไปต่อยอดการพัฒนา Thai LLM เพื่อให้ระบบ AI ของไทยเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานภาษาไทยและบริบทของคนไทยได้ลึกขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศในระยะยาว ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอีเตรียมทดสอบระบบและเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการภายในเดือน มิ.ย.69 ก่อนประกาศรายละเอียดการลงทะเบียนให้ประชาชนรับทราบต่อไป" นายไชยชนก กล่าว