“ชัยวัฒน์” ออกโรงชี้แจง BCPG ลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี วงเงิน 9 พันล้านบาทเมื่อปี 2565 ยืนยันความโปร่งใส ผ่านขั้นตอนหลักเกณฑ์บริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน และการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ ยันราคาซื้อคลังน้ำมัน 9พันล้านบาทเหมาะสม เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นมีถัง ท่อส่งน้ำมันและท่าเรือเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยศึกษาเมื่อปี53 เผยปีที่แล้วALTสร้างรายได้ 900 ล้านบาท ผลตอบแทนการลงทุน9%
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อเกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 มูลค่า 9,000 ล้านบาทว่า การตัดสินใจเข้าลงทุนในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนในตลลาดหลักทรัพย์อย่างครบถ้วน โปร่งใส ซึ่งผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ
ซึ่งการตัดสินใจลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี สืบเนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ ดังนั้นบริษัทได้มีการศึกษาทางเลือกในการจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ
หากย้อนไปในช่วงปี 2537–2542 บริษัทใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วงนั้นโรงกลั่นฯมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทได้ปรับมาใช้คลังน้ำมันบนบก 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม
นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2553–2562 บริษัทได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าการลงทุนคลังน้ำมันแห่งใหม่ที่ขนาด 400-700 ล้านลิตร ต้องใช้เงินลงทุน 10,000-12,000 ล้านบาท
จากการศึกษาทางเลือกต่างๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกันยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนการตัดสินใจให้BCPGเป็นผู้ลงทุนแทนที่จะเป็นบางจากฯ เนื่องจากช่วงนั้น BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพื่อชดเชยรายได้จากโรงไฟฟ้าที่ทยอยสิ้นสุด Adder ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีสอดคล้องทิศทางการลงทุน รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัดระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 30-50% และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว
นอกจากนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย
สำหรับราคาซื้อขายคลังน้ำมันเพชรบุรีในปี 2565 ที่ 9,000 ล้านบาท แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 ที่เคยประเมินมูลค่าลงทุนไว้ที่ 3,000 ล้านบาทนั้น เป็นมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต
นายชัยวัฒน์ กล่าวย้ำไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนว่าแม้ตนเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินในการฟื้นฟูบางจากฯเมื่อปี2545 และตนได้มาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบางจากเมื่อปี2556จนถึงปัจจุบันตลอดระยะเวลาที่อยู่ในบางจากมา 14ปี บริษัทที่ตนเคยร่วมดำเนินงานด้วยไม่เคยเป็นคู่สัญญากับกลุ่มบางจากในธุรกรรมใดเลยไม่ว่าจะเป็นการควบรวมหรือซื้อกิจการการทำ IPOหรือการลงทุนโครงการในต่างประเทศ
“คลื่นใต้น้ำในช่วงที่ผ่านมา เกิดขึ้นนับตั้งแต่มีการประชุมผู้ถือหุ้น ที่เสนอวาระ 7 และโครงการ SAF รวมถึงคลังน้ำมันเพชรบุรี กลุ่มบางจากยืนยันว่าการลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ ยืนยันบริษัทยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด โดยบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม ซึ่งข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนและความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกิจและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ”นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG กล่าวว่า การทำธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อย หรือบริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด (ALT) ในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG โดยแหล่งเงินจากการซื้อนั้นมาจากเงินที่ได้จากการขายหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซีย วงเงิน 14,566.9 ล้านบาท
นายรวี กล่าวว่าตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน
สำหรับเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเข้าซื้อโครงการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้สม่ำเสมอ (fixed income) เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว ซึ่งบริษัทเริ่มรับรู้รายได้จาก ALT ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.2566 เป็นต้นมา โดยในปี 2568 ALT มีรายได้อยู่ที่ 900 ล้านบาทต่อปี IRR ประมาณ 9% ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาฯเพียงแต่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงคลังเพิ่มขึ้นบ้าง
นอกจากนี้โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี ซึ่งมีพื้นที่รวม 150 ไร่ ยังมีพื้นที่เหลือสามารถขยายถังได้เพิ่มเติมในอนาคต
ขณะนี้ BCPG ยังอยู่ระหว่างการเจรจาควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A)ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้