เอ็นจีโอ 4 กลุ่ม ร่วมกับ นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดข้อมูล “ผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดิน”ให้กับชุมชนในพื้นที่ระนองและชุมพร พื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกจากโครงการแลนด์บริจด์ ระนอง-ชุมพร ขณะที่รัฐบาลอนุทินเร่งเครื่องผลักดันอย่างต่อเนื่องผ่านกระทรวงคมนาคม พร้อมกับเปลี่ยนมุมมองในการขับเคลื่อน โดยหยิบยกเอาเหตุผลด้าน "ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์" ขึ้นมาเน้นย้ำ
นอกจาก เอ็นจีโอ ทั้ง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิภาคใต้สีเขียว กลุ่ม Beach For Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ร่วมกับนักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดข้อมูลผลสำรวจ “สัตว์ทะเลหน้าดิน” ยังได้ร่วมถกทิศทางการพัฒนาพื้นที่ที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรกับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการ เครือข่ายรักษ์ระนอง ชุมชนมอแกน เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ และชุมชนชายฝั่งปากน้ำหลังสวน
• เก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดินใน 3 พื้นที่สำคัญ
การเก็บตัวอย่างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำกระบวนการวิทยาศาสตร์พลเมือง ซึ่งดำเนินการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 บริเวณพื้นที่ที่ตั้งของโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร รวมถึงบริเวณดอนตาแพ้ว แม้พื้นที่ดอนตาแพ้วจะอยู่นอกขอบเขตการจัดทำรายงาน EHIA ของโครงการฯ แต่เป็นพื้นที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและการทำประมงพื้นบ้านของชุมชนในจังหวัดระนอง ซึ่งการสำรวจครั้งนี้เก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดินใน 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ บริเวณแหลมอ่าวอ่าง บริเวณดอนตาแพ้ว ในจังหวัดระนอง และบริเวณแหลมริ่วในจังหวัดชุมพร ซึ่งในแต่ละบริเวณจะมีการเก็บตัวอย่างบริเวณละ 5 สถานี สถานีละ 3 ซ้ำ เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ศึกษามีสัตว์ทะเลหน้าดินหลากหลายกลุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และบทบาทสำคัญของสัตว์หน้าดินในฐานะฐานของห่วงโซ่อาหารทะเล ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสัตว์ทะเลหน้าดินเป็นอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เชื่อมโยงโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมงพื้นบ้าน
• ข้อบ่งชี้สำคัญ : ห่วงโซ่อาหารทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง
ผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง ดอนตาแพ้ว และแหลมริ่ว ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์เป็นพื้นที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง
ในพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งครอบคลุมบริเวณอ่าวอ่างและดอนตาแพ้ว พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 447 ชนิด โดยบริเวณพื้นที่ดอนตาแพ้วเป็นพื้นที่ที่พบความหลากหลายและความหนาแน่นสูดที่สุดใการสำรวจครั้งนี้ คือพบสัตว์หน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 333 ชนิด
ในพื้นที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการฝั่งอ่าวไทย พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 8 ไฟลัม รวม 107 ชนิด และค่าดัชนีความหลากหลายอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง สะท้อนว่าทะเลบริเวณแหลมริ่วยังคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหน้าดิน
นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าทีมวิจัยในครั้งนี้ กล่าวว่า “วันที่ผมลงพื้นที่ไปสำรวจ มีเรือประมงเป็นร้อยลำอยู่ตรงนั้น แม้พื้นที่ตรงนั้นไม่มีหญ้าทะเล แต่เพราะพื้นใต้ทะเลคือพื้นโคลนที่มีสัตว์หน้าดินเต็มไปหมด ระบบนิเวศป่าชายเลนและปากแม่น้ำ เป็นแหล่งก่อกำเนิดสัตว์อีกหลากหลายชนิด ทุกปีมีสัตว์เข้า ๆ ออก ๆ มาวางไข่ในป่าชายเลน สัตว์เหล่านี้ในระบบนิเวศนี้เป็นทั้งแหล่งอาหาร เป็นแหล่งทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน และเป็นระบบนิเวศที่ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของระนอง” เขาเสริมว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ทำให้เชื่อว่ายังมีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่อยู่นอกชายฝั่ง นอกดอนตาแพ้วเข้ามาหาอาหารบริเวณนี้
สำหรับที่ชุมพร เขาอธิบายว่า รูปแบบการทำประมงของจังหวัดชุมพรแตกต่างจากจังหวัดระนองส่วนใหญ่จับปลากลางน้ำมากกว่า เช่น ปลาอินทรี ปลาทู ขณะที่ระนองเป็นประมงชายฝั่งมากกว่า จึงพบปริมาณสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการไปสำรวจเพิ่มเติมบริเวณกองหินปากน้ำหลังสวนที่เป็นแหล่งทำประมงสำคัญของชุมพร อาจพบความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศสูงกว่าพื้นที่ที่สำรวจในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
นายไพบูลย์ สวาทนันท์ (หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "โกบูลย์") เป็นผู้นำชุมชน แพทย์ประจำตำบลหงาว และเป็นตัวแทนกลุ่มประมงพื้นบ้านเกาะหาดทรายดำ จังหวัดระนอง แสดงความกังวลว่า งบประมาณที่ลงทุนไปในหลายปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และทำวิจัยร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในระนอง อาจเสียเปล่าเพราะธรรมชาติที่รักษาไว้อาจถูกทำลายโดยโครงการแลนด์บริดจ์
“มีหน่วยงานที่อุตส่าห์ทำป่าชายเลน ทำชีวมณฑลระนอง ทำทุกอย่างเลย ไม่รู้หมดไปเท่าไหร่ งานวิจัยต่าง ๆ เลย ที่มาทำวิจัยร่วมกับชุมชน เขาทำเพื่อทำให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ เจริญ และเป็นเมืองที่ดีขึ้น งบประมาณเหล่านั้นมีมหาศาล แต่สุดท้ายถูกทำลายด้วยโครงการพัฒนาของภาครัฐแบบนี้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”
• ผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินภาคประชาชน ย้อนแย้งรัฐ
นายณัฐพงษ์ แหลมเพชร ผู้ประกอบการร้านอาหารทะเล จาก จ.ชุมพร กล่าวว่า “สัตว์ทะเลหน้าดินเป็นห่วงโซ่อาหารช่วงต้น ๆ ของสัตว์ทะเล ผมรู้สึกว่า กุ้งเองก็เป็นอาหารของปลากลางน้ำ ผมรู้สึกถึงความเชื่อมโยงของสัตว์หน้าดิน ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบกับข้อมูลที่สำรวจเรื่องแลนด์บริดจ์ แต่จริง ๆ เรื่องความสมบูรณ์ผิวดิน เราชาวประมงรู้อยู่แล้วว่ามันอุดมสมบูรณ์ เช่น เราไปวางอวนปูม้าเราก็วางบนที่ดอน และเชื่อมั่นว่าพื้นที่ดอนในบ้านเรามีความบูรณ์สูงมาก”
ด้านนายอภิศักดิ์ ทัศนี จาก Beach for Life กล่าวว่า “การสำรวจสัตว์หน้าดินที่ทำร่วมกับนักวิชาการเเละชุมชน เพื่อตรวจสอบการศึกษาเเละประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ซึ่งบอกว่าทะเลในพื้นที่โครงการเเลนด์บริดจ์ ไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เจอสัตว์หน้าดินต่ำมาก เเต่ผลการศึกษาของภาคประชาชนนักวิชาการกลับตรงกันข้าม พบสัตว์หน้าดินที่มีความหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในประเทศ อย่างตรงพื้นที่ดอนตาเเพ้ว ที่พบมากกว่า 3,000 ตัวต่อตารางเมตร สะท้อนว่าการศึกษาเเละประเมินผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ อย่างเเลนด์บริดจ์นั้นอาจเป็นเท็จ เเละเราอยากส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เเสดงความจริงใจเเละความถูกต้องโดยการศึกษาใหม่ทั้งหมด”
ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจ ชุมชนได้ร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาพื้นที่จากข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ โดยชุมชนมองว่า ระนองมีศักยภาพในการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้วยความโดดเด่นของระบบนิเวศ และทางพหุวัฒนธรรมขนาดใหญ่ หากบูรณาการความรู้ในห้องเรียนเข้ากับสภาพสังคม วัฒนธรรม น้ำแร่ธรรมชาติ และอากาศที่ยังสะอาดบริสุทธิ์ ส่วนชุมพรต้องการเห็นการพัฒนาที่ต่อยอดจากศักยภาพเดิมของพื้นที่ ทั้งการคมนาคมเพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งอนุบาลและถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำร่วมกับชุมชนชายฝั่ง
นางสาวเกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “จุดประสงค์หลักของกระบวนการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองคือการเสริมพลังอำนาจให้ชุมชน การเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้วแปลมันออกมาเป็นนโยบายที่มีทั้งความรู้ชุมชนและหลักวิชาการรองรับ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่มาจากฐานรากอย่างแท้จริง จากผลวิจัยสัตว์หน้าดินและการคุยกับชุมชนในวันนี้ยิ่งตอกย้ำว่าองค์ความรู้ท้องถิ่นนั้นมีค่ามาก จำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินที่ดอนตาแพ้วคือเครื่องยืนยันความรู้ของชุมชนท้องถิ่นเรื่องกระแสน้ำ ทิศทางลม การจดจำภูเขา เกาะแก่ง และร่องน้ำเพื่อหาแหล่งจับสัตว์น้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ”
ผลการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง และความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรกับวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและจัดทำการศึกษารายงาน EHIA ใหม่ทั้งหมด โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใช้วิธีการศึกษาที่รอบด้าน ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรและอาจได้รับผลกระทบจากโครงการได้มีร่วมร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างร่างรายงาน EHIA กับผลสำรวจภาคประชาชนจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทั้งสองชุดข้อมูลมีจำนวนสถานี วิธีการเก็บตัวอย่าง และขอบเขตพื้นที่สำรวจแตกต่างกัน จึงไม่ควรเปรียบเทียบจำนวนรวมแบบตรงไปตรงมา แต่เมื่อนำข้อมูลจากจุดสำรวจที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมาพิจารณา พบว่าผลสำรวจภาคประชาชนแสดงจำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่าค่าที่ปรากฏในร่าง EHIA ในหลายจุด ความแตกต่างนี้จึงควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการทบทวน ตรวจสอบ และสำรวจข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม ก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ
• ชี้สองข้อโต้แย้งสำคัญ หยุดโครงการ
1. ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science) จุดแตกหักสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทีมนักวิจัยทางทะเล (เช่น จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ร่วมมือกับ กรีนพีซ ประเทศไทย และชุมชน ลงเรือเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดินในจุดเดียวกับที่ EHIA ระบุว่าร้างตัวเลขต่ำ ผลปรากฏว่าพบสัตว์หน้าดิน (ซึ่งเป็นอาหารของปลาและนกอพยพ) มากกว่าที่รัฐระบุไว้หลายสิบเท่าตัว ภาคประชาชนจึงตั้งข้อสังเกตว่า รายงาน EHIA ของรัฐอาจใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบตัดแปะ (Copy-Paste) หรือ อาจเป็นเท็จ เพื่อเอื้อให้โครงการผ่านเกณฑ์
2. ความคุ้มค่าและกฎหมายพิเศษ รายงานภาคประชาชนในชื่อ "Land bridge Effect" โดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ระบุว่า รัฐบาลพยายามผลักดันกฎหมายพิเศษ (Super Law) เพื่อเว้นพิกัดผังเมืองและกฎหมายสิ่งแวดล้อม ขณะที่หน่วยงานรัฐอย่าง สภาพัฒน์ฯ ก็ยังเคยมีความเห็นแย้งกับ สนข. ว่าโครงการนี้อาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ต้องเสียไป
• ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการแลนด์บริดจ์
โครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) ตัวเลขประมาณการงบประมาณขยับขึ้นมาอยู่ที่ราวๆ 1 ล้านล้านบาท (จากเดิม 9.9 แสนล้านบาท) ล่าสุด (27 พ.ค.2569) กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เสร็จสิ้นแล้ว และปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมของโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge)
สถานะปัจจุบัน: ตัวร่าง พ.ร.บ. กำลังอยู่ระหว่างการประเมินและปรับปรุงรายละเอียดเพื่อเตรียมนำเสนอให้ที่ประชุม ครม. อนุมัติ ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป
1. ไทม์ไลน์การเสนอ ครม. และแผนเปิดประมูล
• เตรียมเสนอ ครม. ในช่วงมิถุนายน - กรกฎาคม 2569: นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันเดินหน้าโครงการเต็มสูบ โดยตั้งเป้าที่จะนำกรอบรายละเอียดของโครงการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติหลักการภายในไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2569 นี้
• การตั้งคณะกรรมการศึกษาชุดใหม่ (กรอบเวลา 90 วัน): รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการ 3 ชุด เพื่อศึกษาความเหมาะสมร่วมกันระหว่าง "แลนด์บริดจ์" และ "พ.ร.บ. SEC" เป็นเนื้อเดียวกัน โดยขยายพื้นที่ครอบคลุม 4 จังหวัดภาคใต้ (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช) ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลสรุปที่ชัดเจนภายในระยะเวลา 90 วัน (นับจากเดือนพฤษภาคม 2569)
• แผนการเปิดประมูล: กระทรวงคมนาคมวางแผนขั้นต้นในการเปิดเวทีดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP (สัญญา 50 ปี) โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการเชิญชวนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569
2. การตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ศึกษารอบด้าน
- รอเคาะผลใน 90 วัน: รัฐบาลเพิ่งจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุดใหม่ เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลก โดยดึงผู้เชี่ยวชาญร่วมทีมเพื่อศึกษาทั้งด้านเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ สิ่งแวดล้อม และมิติการมีส่วนร่วมของประชาชน
- ปรับเหตุผลสู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์: ภาครัฐเริ่มเปลี่ยนมุมมองในการขับเคลื่อนโครงการ โดยหยิบยกเหตุผลด้าน "ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์" ขึ้นมาเน้นย้ำ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซและตะวันออกกลาง จะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้แลนด์บริดจ์กลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันและสินค้าเส้นใหม่ของโลก
3. สถานการณ์และการเคลื่อนไหวในพื้นที่กลุ่มทุนเริ่มกว้านซื้อที่ดิน
- มีรายงานกระแสข่าวในพื้นที่ว่า เริ่มมีกลุ่มทุนเข้าไปกว้านซื้อที่ดินรองรับโครงการในเขตอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แล้วหลายพันไร่
- กระแสคัดค้านจากภาคประชาชนเข้มข้นขึ้น: เครือข่ายสภาประชาชนภาคใต้และกลุ่มนักอนุรักษ์ยังคงรวมตัวเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีการตั้งแคมเปญรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นหนังสือต่อรัฐสภาให้ทบทวนและยกเลิก พ.ร.บ. SEC เนื่องจากกังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่จะสูญเสียไปอย่างถาวร
เครดิตภาพ : กรีนพีซ ประเทศไทย
📍ดูผลการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด
>>https://act.gp/KeyFinding-Benthic-Sampling-Landbridge
.
📍ร่วมหยุดแลนด์บริดจ์ก่อนแหล่งอาหารของไทยจะถูกทำลาย
>> https://stop-sec.com/