xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่ม 10 สมาคมฯ เหล็กไทยหารือ “วราวุธ” เสนอแนวทางเร่งด่วนแก้วิกฤตอุตฯ เหล็ก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการเหล็กไทย ตบเท้าเข้าพบ รมว.อุตฯ เสนอแนวทางเร่งด่วนแก้วิกฤตเหล็กไทย 
ที่เผชิญแรงกดดันจากเหล็กนำเข้าราคาถูก พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ Green Steel และ Net Zero ด้าน "วราวุธ" ร่าง กม.ห้ามตั้งและห้ามขยายโรงเหล็กแผ่นรีดร้อน และหารือพาณิชย์สงวนเศษเหล็กใช้ภายในประเทศ

กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดยนายนาวา จันทนสุรคน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือและเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่เผชิญปัญหาเหล็กนำเข้าราคาต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม


ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กราว 16.5-18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้าเป็นหลัก และใช้เหล็กที่ผลิตภายในประเทศเพียง 6.5-7 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ลดลงเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75%

ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ได้แก่ 1. มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก ประกอบด้วย 1.1) มาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา Overcapacity เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กกล้าไร้สนิม โดยอนุญาตเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิต 1.2) การควบคุมโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) ต้องผ่านการพิสูจน์เทคโนโลยีและกระบวนการควบคุมคุณภาพ และความบริสุทธิ์ของเหล็กต่อคณะกรรมการวิชาการของ สมอ. เพื่อป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐานกลับเข้าสู่ตลาด

2. มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ ได้แก่ 2.1) การควบคุมสินค้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรฐานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย 2.2) การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใช้สินค้าและเหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้นโยบาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและการจ้างงาน 2.3) การสนับสนุน มาตรการทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงทางการค้า (Anti-Circumvention: AC) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม

3. มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel ได้แก่ 3.1) ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4-5 Plus เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ 3.2) การสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ 3.3) การสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดการและรีไซเคิลซากยานยนต์ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มวัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศ


นายวราวุธกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ Induction Furnace (IF) และมีนโยบายชัดเจนว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) โดยจะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม

รวมทั้งได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์และมีความเห็นในหลักการตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel) และสอดคล้องกับแนวนโยบาย Green Industry และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมสมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งมีสมาชิกรวมกว่า 510 บริษัท และมีการจ้างงานทางตรงกว่า 51,000 คน เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศ ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้แก่ ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์อาหาร และอื่นๆ