ท่ามกลางกระแสความผันผวนของสถานการณ์โลกและวิกฤตการณ์ทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ แต่สำหรับประเทศไทย กิจกรรมทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของระบบครัวเรือนยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง มีไฟฟ้า LPG รวมถึงผลิตภัณฑ์จากพลาสติกใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ขาดแคลน เบื้องหลังความมั่นคงนี้เกิดจากการบริหารจัดการพลังงานเชิงรุกที่มองขาดทั้งระบบ โดยมี “ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย” และ “ก๊าซธรรมชาติเหลว” (LNG) เป็นรากฐานสำคัญ
กระจายแหล่งนำเข้า LNG จากทั่วโลก เกราะป้องกันความเสี่ยง
เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ประเทศไทยเราจึงต้องนำเข้า LNG หรือก๊าซธรรมชาติในรูปแบบของเหลว เพื่อเสริมความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยนำเข้า LNG ในปริมาณ 40% ของการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศ
การจัดหา LNG จากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป จึงเป็นความเสี่ยงสูงสุดในยุคภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ประเทศไทยจึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเร่งจัดหาและนำเข้า LNG จากหลากหลายแหล่งผลิตทั่วโลก การกระจายแหล่งที่มาเช่นนี้ช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในภูมิภาคใดของโลก ประเทศไทยจะยังคงมีพลังงานสำรองใช้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงัก
และจากเหตุการณ์ความในสงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เราสามารถจัดหา LNG ให้มีปริมาณเพียงพอ และมีปริมาณ LNG Inventory ในระดับที่เหมาะสม
เดินเครื่อง “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” เต็มกำลัง
ทรัพยากรจากอ่าวไทยมีมูลค่ามากกว่าการเป็นเพียงเชื้อเพลิง หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การบริหารจัดการ “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” ให้สามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มกำลังการผลิต เพื่อคัดแยกก๊าซธรรมชาติดิบจากอ่าวไทยให้เกิดคุณค่าสูงสุด ไม่ให้เสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งต่อให้กับผู้ใช้ทุกกลุ่มอย่างไม่สะดุด
- จัดสรรเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรม สร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง
- ผลิต LPG พลังงานพื้นฐานของครัวเรือน อุตสาหกรรมและการขนส่ง โดยโรงแยกก๊าซฯ สามารถผลิต LPG รองรับความต้องการใช้ในประเทศได้ทั้งหมด
- จัดส่งวัตถุดิบปิโตรเคมี ให้เพียงพอต่อการเดินเครื่องโรงงานของกลุ่มปิโตรเคมีเพื่อนำไปแปรรูปเป็น บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้า ชิ้นส่วนรถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการนำเข้าเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศ
ถามว่า ทำไมถึงไม่นำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยไปผลิตไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อลดการนำเข้า LNG
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการไม่นำไม้สักมูลค่าสูงไปเผาทำฟืนโดยเปล่าประโยชน์ การที่เราไม่เลือกส่งก๊าซธรรมชาติไปเผาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง (Bypass Gas) แต่นำก๊าซในอ่าวไทยไปคัดแยกสารไฮโดรคาร์บอนออกมาก่อน จะช่วยลดการขาดแคลน LPG ของภาคครัวเรือน และลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล
ผลลัพธ์ของการบริหารจัดการพลังงานเชิงรุกที่มองขาดทั้งระบบ โดยมี “ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย” และ “ก๊าซธรรมชาติเหลว” (LNG) เป็นรากฐานสำคัญ คือ สามารถส่งก๊าซธรรมชาติให้โรงไฟฟ้า และผลิตก๊าซ LPG เข้าสู่ระบบได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังคงส่งมอบวัตถุดิบให้โรงงานปิโตรเคมีได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อลดภาระการนำเข้าเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศ และรักษาโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในประเทศแทนที่จะเผาใช้เป็นเชื้อเพลิงทันที