วงการคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกกำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อทิศทางของ "บิทคอยน์" ถูกแรงกดดันอย่างหนักจนก้าวเข้าสู่พื้นที่ความเสี่ยงสูง ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดถึงแรงเทขายอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน Spot ETF ในสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนภาวะถอนตัวเพื่อลดความเสี่ยง ผสมโรงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระลอกใหม่หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ปัจจัยลบที่ถาโถมเหล่านี้กำลังทดสอบแนวรับสำคัญ และอาจเป็นชนวนเหตุให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลผันผวนอย่างรุนแรงในระยะอันใกล้นี้
สถานการณ์ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในขณะนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างมีนัยสำคัญ แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำอย่าง สวิสบล็อก ได้ออกมาระบุชัดเจนว่า บิทคอยน์กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีต้นตอหลักมาจากแรงเทขายอย่างต่อเนื่องของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการระบายของผ่านกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือ Spot ETF ในสหรัฐอเมริกา
รายงานจาก สวิสบล็อก ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีความเสี่ยงของบิทคอยน์ในปัจจุบันได้ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่ 33 จาก 100 ซึ่งถือเป็นโซนอันตราย พร้อมให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ทุกครั้งที่ดัชนีความเสี่ยงส่งสัญญาณถึงแรงขายที่กำลังกดทับตลาดอย่างเป็นระบบ เบื้องหลังของปรากฏการณ์นั้นมักเกิดจากการกระจายพอร์ตการลงทุนและการเทขายทำกำไรของสถาบันการเงินขนาดใหญ่
ดัชนีความเสี่ยงดังกล่าวเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงโดยรวมในตลาดบิทคอยน์ ผ่านการชั่งน้ำหนักระหว่างแรงซื้อและแรงขาย ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินได้ว่า การเข้าซื้อหรือถือครองบิทคอยน์ในสภาวะปัจจุบันแบกรับความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ซึ่งหลังจากที่ราคาได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ทิศทางตลาดได้พลิกกลับเข้าสู่โหมดการกระจายตัวอีกครั้ง ดัชนีความเสี่ยงเริ่มขยับเข้าสู่เขตอันตราย สอดรับกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน ETF ที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
สวิสบล็อก เน้นย้ำว่า ความต้องการซื้อกองทุน ETF บิทคอยน์ในตลาดสปอต ณ เวลานี้ ไม่แข็งแกร่งพอที่จะดูดซับแรงขายรุนแรงที่เข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปราศจากเม็ดเงินสนับสนุนที่หนาแน่นพอจากฝั่ง ETF ดัชนีความเสี่ยงก็มีแนวโน้มที่จะพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก
สอดคล้องกับข้อมูลจาก กลาสโนด ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนระดับโลก ที่รายงานว่า กองทุน ETF บิทคอยน์ของสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกสุทธิแทบจะทุกวันทำการซื้อขาย นับตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นมา ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการเทขายทิ้งจากสถาบันการเงินที่ลากยาวต่อเนื่องมานานกว่าสองสัปดาห์ การไหลออกของเม็ดเงินเหล่านี้เป็นการเพิ่มปริมาณเหรียญเข้าสู่ระบบ โดยที่ฝั่งอุปสงค์หรือแรงซื้อตามตลาดกลับเหือดแห้งและไม่สามารถชดเชยกันได้
ขณะเดียวกัน เจฟฟ์ โค หัวหน้านักวิเคราะห์จาก คอยน์เอ็กซ์ ได้ให้มุมมองที่สอดคล้องกันว่า ภาพรวมของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในเวลานี้ยังคงติดอยู่ในสภาวะรอดูสถานการณ์ ตัวเลขเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF แบบ Spot ซึ่งมีมูลค่าทะลุ 2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งชี้ว่า ความกล้าที่จะแบกรับความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบันยังคงเปราะบางอย่างมาก
ปัจจัยกดดันไม่ได้จบลงแค่เรื่องของเม็ดเงินลงทุน แต่ความผันผวนและความเสี่ยงในตลาดยังถูกกระพือให้รุนแรงยิ่งขึ้นจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางรายงานข่าวความตึงเครียดระลอกใหม่ที่ระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะมีสัญญาณบวกจากความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพก็ตาม
ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ออกมาชี้แจงถึงปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ว่า การโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านและเรือที่พยายามวางทุ่นระเบิดนั้น เป็นไปตามหลักการป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องกองกำลังของสหรัฐฯ จากภัยคุกคาม
ผลกระทบจากความตึงเครียดดังกล่าว ส่งผลให้ราคาบิทคอยน์บนกระดานเทรด คอยน์เบส ร่วงลงทันที 1% จากระดับที่เคยยืนหยัดอยู่เหนือ 77,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทรุดตัวลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 76,500 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี หากมองภาพรวมตลอดช่วงเกือบสี่เดือนที่ผ่านมา ราคาของบิทคอยน์ก็ยังคงแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบๆ อย่างต่อเนื่อง
เจฟฟ์ โค ประเมินว่า แม้ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตันจะเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเอง แต่ปฏิกิริยาตอบรับของตลาดในระยะสั้นมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงไปในทิศทางของการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ทว่านักลงทุนบางส่วนอาจเลือกที่จะมองข้ามความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ชั่วคราว และให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเกิดขึ้นในท้ายที่สุด ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดบนกระดานการลงทุนระดับโลกต่อไป