Ferrari Luce (เฟอร์รารี่ ลูเช่) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่ายถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ต่อยอดกลยุทธ์ Multi-energy strategy ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว กำลังสูงสุด 1,050 แรงม้า พร้อมดีไซน์จากอดีตนักออกแบบ Apple
Ferrari Luce ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมโครงสร้างแบบไร้อุโมงค์กลางเพื่อรองรับการติดตั้งแบตเตอรี่บริเวณใต้พื้นห้องโดยสารและเบาะนั่งแถวหลัง และยังช่วยให้เฟอร์รารี่สามารถออกแบบห้องโดยสารเป็นรถ 4 ประตู รองรับผู้โดยสารได้ 5 ที่นั่งเป็นครั้งแรก เนื่องจากอดีตจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่จนไม่สามารถติดตั้งเบาะนั่งที่ 5 ได้
แชสซีส์ของ Ferrari Luce ถูกพัฒนาขึ้นจากวัสดุอะลูมิเนียม โมดูลแพ็คของแบตเตอรี่จะทำหน้าที่เป็นชิ้นส่วนรับแรงของตัวรถ ส่งผลให้ตัวถังมีความทนทานต่อการบิดตัวเพิ่มขึ้น 35% และทนต่อการโก่งตัวเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับรถยนต์ 4 ประตูรุ่นก่อนหน้าของเฟอร์รารี่ ขณะที่น้ำหนักตัวถังเปล่ารวมแบตเตอรี่อยู่ที่ 2,260 กิโลกรัม ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์ในพิกัดเดียวกัน
Ferrari Luce ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Engines - เนื่องจากเฟอร์รารี่ยังคงเรียกมอเตอร์ไฟฟ้าว่า 'Electric engine' แทนการเรียกมอเตอร์ไฟฟ้าแบบปกติ) แบบ Radial Flux จำนวน 4 ตัว แยกอิสระเพื่อขับเคลื่อนพละกำลังลงสู่ล้อทั้ง 4 ข้าง โดยตัวมอเตอร์ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากซูเปอร์คาร์รุ่น F80 คู่หน้าสามารถทำรอบหมุนสูงสุดได้ถึง 30,000 รอบต่อนาทีในมอเตอร์คู่หน้า และคู่หลังสูงสุด 25,500 รอบต่อนาที
มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมดมีกำลังสูงสุดรวม 1,050 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 990 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.5 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ในเวลา 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 310 กม./ชม.
ตัวรถถูกติดตั้งสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 800 โวลต์ พร้อมแบตเตอรี่ขนาดความจุ 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จด่วนกระแสตรง (DC) สูงสุด 350 กิโลวัตต์ สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางสูงสุด 530 กม. ต่อการชาร์จแต่ละครั้ง ทั้งนี้ เฟอร์รารี่ระบุว่าชิ้นส่วนทั้งหมดถูกพัฒนาโดยเฟอร์รารี่เอง เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงรักษาในอนาคต และมีผลช่วยในการรักษามูลค่าขายต่อได้
การกระจายกำลังแรงบิดของ Ferrari Luce ควบคุมผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Electric All-Wheel Drive) ครั้งแรกของค่าย ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการลื่นไถลด้านข้างเวอร์ชันล่าสุด Side Slip Control X (SSC X) และหน่วยประมวลผลส่วนกลาง Vehicle Control Unit (VCU) โดย VCU จะทำหน้าที่คำนวณและส่งคำสั่งปรับเปลี่ยนเป้าหมายการกระจายแรงบิดและการตอบสนองของตัวรถด้วยความถี่ 200 ครั้งต่อวินาที
เฟอร์รารี่ยังได้แก้ปัญหาเร่งแซงแล้วหน้าหงายในรถไฟฟ้าทั่วไป ด้วยการจดสิทธิบัตรระบบบริหารจัดการแรงบิดเฉพาะตัว โดยผู้ขับขี่สามารถกดแป้นแพดเดิลชิฟต์ฝั่งขวาเพื่อเพิ่มแรงบิด ส่งผลให้ตัวรถสามารถไต่ระดับความเร็วและสร้างอัตราเร่งได้อย่างต่อเนื่องและลื่นไหล ในขณะที่แป้นแพดเดิลชิฟต์ฝั่งซ้ายจะทำหน้าที่เพิ่มระดับการดึงพลังงานกลับและหน่วงความเร็วเครื่องยนต์ ช่วยจำลองความรู้สึกของการตอบสนองคล้ายคลึงกับเอนจินเบรกของรถสันดาป
ด้านงานดีไซน์ เฟอร์รารี่ได้ดึงทีมออกแบบภายนอกอย่าง LoveFrom ที่นำโดย ศิริ จอนี ไอฟ์ (Sir Jony Ive) และ มาร์ก นิวสัน (Marc Newson) เข้ามาร่วมงานกับศูนย์ดีไซน์ Ferrari Design Studio ที่นำโดย ฟลาวิโอ มันโซนี (Flavio Manzoni) เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบใหม่ที่ผสานพื้นที่ห้องโดยสารและส่วนตัวถังภายนอกเข้าด้วยกัน
เฟอร์รารี่ระบุว่า Luce มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นของเฟอร์รารี่ที่สามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตัวรถยังติดตั้งกระจังหน้าแบบแปรผันเพื่อควบคุมการไหลเวียนของลมผ่านหม้อน้ำและชุดระบายความร้อน และระบบปรับความสูงตัวรถอัตโนมัติ (Active Ride Height) ที่สามารถลดความสูงด้านหน้าลง 10 มม. ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง
อีกทั้งยังถูกติดตั้งล้อแบบต่างขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เฟอร์รารี่เคยติดตั้งมา ล้อหน้ามีขนาด 23 นิ้ว และล้อหลังมีขนาด 24 นิ้ว ไฟหน้าและไฟท้ายถูกออกแบบให้กลืนไปกับพื้นผิวตัวถังหลัก โดยไฟท้ายรูปทรงวงแหลนได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นคลาสสิกอย่าง 360 Modena และ 458 Italia
ภายในห้องโดยสารเน้นการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่มีความคงทนสูง เช่น อะลูมิเนียมชุบผิวรีไซเคิล, กระจก Corning Gorilla Glass และหนังแท้เกรดพรีเมียม ชุดควบคุมบริเวณคอนโซลใช้วิธีการผสมผสานระหว่างปุ่มกดและสวิตช์ควบคุมแบบกลไก ร่วมกับหน้าจอดิจิทัลมัลติฟังก์ชันที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ Samsung Display การจัดวางฟังก์ชันจะแยกสัดส่วนชัดเจนตามหลัก Input และ Output โดยคำสั่งที่สำคัญที่สุดจะอยู่ตรงหน้าผู้ขับขี่เพื่อความสะดวกในการควบคุม
เนื่องจากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีเสียงเครื่องยนต์สันดาป เฟอร์รารี่จึงได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรระบบสร้างเสียงสังเคราะห์ที่เน้นความสมจริงและสัมพันธ์กับกลไกของรถ โดยติดตั้งเซนเซอร์วัดความเร่งที่มีความแม่นยำสูงไว้ที่กึ่งกลางเพลา เพื่อจับแรงสั่นสะเทือนทางพลศาสตร์ของชิ้นส่วนหมุนขณะที่รถเคลื่อนที่
สัญญาณดังกล่าวจะถูกส่งผ่านระบบตัวกรอง ปรับสมดุล และขยายสัญญาณ (ขยายเสียงในลักษณะเดียวกับหลักการของกีตาร์ไฟฟ้า) ความดังและความถี่ของเสียงจะแปรผันตามตำแหน่งของสวิตช์ e-Manettino และการกดแป้น Paddle Shift โดยเสียงจะถูกขับออกทั้งระบบลำโพงภายในและชุดขยายเสียงภายนอกตัวรถ
ด้านความนุ่มนวลในการขับขี่ (NVH) ตัวรถติดตั้งซับเฟรมด้านหลังแบบยึดด้วยยางยืดหยุ่น (Elastically-mounted subframe) เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนเข้าสู่ห้องโดยสาร รวมถึงติดตั้งชุดเครื่องเสียงกำลังขับ 3,000 วัตต์ แอมพลิฟายเออร์ 24 ช่องสัญญาณ พร้อมลำโพง 21 ตัว รองรับระบบ Ferrari Audio Signature ที่มีฟังก์ชันชดเชยเสียงตามสภาพแวดล้อม
เฟอร์ราี่ยืนยันว่า ส่วนประกอบหลักของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ จะถูกคิดค้น พัฒนา และประกอบขึ้นภายในโรงงานที่เมืองมาราเนลโลทั้งหมด เพื่อควบคุมมาตรฐานการผลิต และในอนาคตทางค่ายจะเป็นผู้ให้บริการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ทั้งหมดด้วยตนเอง ภายใต้โปรแกรม Ferrari Forever