สัปดาห์นี้น่าจับตาทีเดียวกับการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเป็นคนชี้ขาดในการนำ 3 บริษัทสำคัญของ CPALL ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ไทยสมาร์ทคาร์ด และซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของ Virtual Bank ภายใต้บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง หรือ ACMH
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะทั้ง 3 บริษัทเป็นหัวใจหลักของ CPALL ที่เกี่ยวพันกับระบบหลังบ้านของ 7-Eleven โดยตรง ทั้งช่องทางรับชำระเงิน บัตร ระบบสมาชิก และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่
คำถามใหญ่คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ CPALL จะได้ประโยชน์มากขึ้น หรือเสียความคล่องตัวและเสียโอกาสในธุรกิจหลักกันแน่ หากย้ายเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Virtual Bank
อย่าลืมว่า CPALL ยังมีหนี้ที่ต้องแบกจากการซื้อแม็คโคร-โลตัสอีกกว่า 3 แสนล้านบาท แต่สินทรัพย์หรือธุรกิจที่ช่วยสร้างรายได้ กระแสเงินสด และอำนาจต่อรองของ CPALL กลับถูกโยกไปอยู่ในโครงสร้างอื่น
ฉะนั้น ผู้ถือหุ้น CPALL ก็ควรได้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากลับมาจากดีลนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยเช่นกัน
ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย CPALL ไม่ควรเป็นเพียงคำว่า “ซินเนอร์ยี” หรือ “ต่อยอด Virtual Bank” แต่ควรต้องเห็นอะไรที่จับต้องได้ด้วย เช่น
มูลค่าธุรกรรมต้องเป็นธรรม มีที่ปรึกษาอิสระประเมินมูลค่าอย่างชัดเจน และหากมีค่าตอบแทนจากการโอนหรือปรับโครงสร้าง เงินที่ได้ควรถูกนำไปลดหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือเสริมฐานะการเงินของ CPALL อย่างเป็นรูปธรรม
สุดท้าย ผู้ถือหุ้น CPALL ควรได้สิทธิรับประโยชน์จาก upside ของ Virtual Bank ไม่ใช่เสียสินทรัพย์สำคัญออกไป แต่ผลตอบแทนไปอยู่ที่บริษัทอื่นในเครือ
นอกจากนี้ ควรมีเงื่อนไขคุ้มครองระยะยาว เช่น สัญญาให้ CPALL ยังใช้บริการของ Counter Service ไทยสมาร์ทคาร์ด และระบบที่เกี่ยวข้องได้ในเงื่อนไขที่ไม่เสียเปรียบ รวมถึงมีการรับประกันว่าโครงสร้างใหม่จะไม่ลดความสามารถในการแข่งขันของ 7-Eleven หรือไม่ทำให้ CPALL เสียความเป็นกลางในการทำงานร่วมกับธนาคารหรือผู้ให้บริการการเงินรายอื่น
สำหรับขั้นตอน ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าประชุมจะอิงจาก Record Date เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีทั้งหมด 160,078 ราย แต่ตัวเลขนี้เป็นจำนวนผู้ถือหุ้นตามทะเบียน ซึ่งต้องรอดูยอดผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและมอบฉันทะในวันประชุม 29 พฤษภาคม 2569
อย่างไรก็ตาม กระบวนการประชุมครั้งนี้ ผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียประมาณ 36.20% จะไม่มีสิทธิออกเสียง และมติอนุมัติต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเสียงของผู้ถือหุ้นอิสระและผู้ถือหุ้นรายย่อย รวมถึงนักลงทุนสถาบันและกองทุน จะมีน้ำหนักมากขึ้นในการชี้ขาดเรื่องนี้
เท่าที่จับสัญญาณจากกระแสในโซเชียล น้ำหนักดูจะเทไปทาง “โหวตไม่อนุมัติ” มากกว่า เพราะผู้ถือหุ้นจำนวนไม่น้อยมองว่านี่ไม่ใช่แค่การจัดบ้านใหม่ให้ Virtual Bank แต่คือการย้ายสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของ CPALL ออกไป โดยที่คำตอบสำคัญยังไม่ชัดว่าผลลัพธ์ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้อะไรกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือเป็นเพียงคำสวย ๆ อย่าง “ซินเนอร์ยี” ที่ผู้ถือหุ้นต้องช่วยกันจ่าย
แต่หากผู้ถือหุ้น “ไม่อนุมัติ” ความกังวลเรื่องการโยกสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ออกจาก CPALL ก็จะปิดฉากลงทันที แต่โจทย์ใหญ่จะย้อนกลับไปที่ซีพีแทนว่า จะใช้ยุทธศาสตร์ใดขับเคลื่อน Virtual Bank ถึงแม้ตอนนี้ต้องเลื่อนการเปิดให้บริการจากกำหนดเดิม 19 มิ.ย. 2569 ไปแล้วก็ตาม