ส่งออก เม.ย. 69 พุ่งต่อ มูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 23.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน ได้แรงหนุนจากการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี และผลไม้ รวม 4 เดือน มูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.9% คาดแนวโน้มยังโตต่อจากการที่ไทยรับมือวิกฤตได้เร็ว รัฐเร่งหาตลาดเพิ่ม แต่ต้องระวังต้นทุนค่าขนส่ง ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ และภัยแล้ง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน เม.ย. 2569 มีมูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน การนำเข้า มูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 45% ขาดดุล 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 4 เดือนปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.9% การนำเข้ามีมูลค่า 147,250.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 35.7% ขาดดุลการค้า 19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวยังอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอัญมณีและเครื่องประดับ โดยผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้าเพื่อป้องกันความผันผวนด้านราคาจากความกังวลต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น การส่งออกผลไม้ไทยตามฤดูกาลเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อาทิ ทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ และการส่งออกรายตลาดแทบทุกตลาดขยายตัวได้ดีตามการเติบโตของภาคการผลิตและการบริโภคของแต่ละประเทศ
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 17.9% กลับมาขยายตัวในรอบ 9 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 8.9% กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เพิ่ม 74.3% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 6.4% ไก่แปรรูป เพิ่ม 6.1% สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 8.1% และเครื่องเทศและสมุนไพร เพิ่ม 55.6% ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา ลด 18.1% ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ลด 8.2% น้ำตาลทราย ลด 49.1% ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ลด 23.1% และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ลด 16.6% ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 0.02%
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 27.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เพิ่ม 68.7% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 9.4% เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 140.5% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 14% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่ม 19.4% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพิ่ม 29.3% อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เพิ่ม 29.5% ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ลด 6.7% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ลด 3.2% ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22.8%
ทางด้านตลาดส่งออกขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเกือบทุกตลาด โดยตลาดหลักเพิ่ม 24.8% ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 44.2% จีน 21.9% ญี่ปุ่น 23.4% สหภาพยุโรป (27) 19.2% และอาเซียน (5) 34.3% แต่ตลาด CLMV ลด 13.4% ตลาดรองเพิ่ม 19.2% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 9.2% ทวีปออสเตรเลีย 53.2% ตลาดตะวันออกกลาง 19.3% กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ทวีปแอฟริกา 15.4% ลาตินอเมริกา 26.8% รัสเซียและ CIS 3.4% และสหราชอาณาจักร 11.7% และตลาดอื่นๆ เพิ่ม 8.8%
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ จากการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการส่งออกและสายเรือขนส่งสินค้าที่ประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และเร่งปรับตัวเพื่อรับกับต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมสนับสนุนในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและผลักดันการเปิดตลาด แต่ก็ต้องระวังปัจจัยลบในระยะข้างหน้าที่อาจเกิดขึ้นจากต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี