งานวิจัยระดับโลกล่าสุดของมหาวิทยาลัยพลีมัธ สหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร One Earth ได้รวบรวมข้อมูลการสำรวจขยะชายฝั่งกว่า 5,300 ครั้ง จากงานศึกษากว่า 355 ชิ้น ครอบคลุมทั้งหมด 94 ประเทศทั่วโลก พบ “บรรจุภัณฑ์อาหารแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง” (ซอง ขวด ฝา และจุกขวด) ถึงร้อยละ 93 อยู่ตามแนวชายฝั่งมากที่สุด
ขยะที่พบมากที่สุดคือ บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ซองอาหาร ขวดพลาสติก ฝาขวด และฝาปิดเครื่องดื่มมากถึง 93% ของประเทศที่ศึกษา ส่วนถุงพลาสติกถูกพบในข้อมูลของประมาณ 39% ของประเทศ และก้นบุหรี่ประมาณ 38%
ริชาร์ด ทอมป์สัน ผู้ก่อตั้งหน่วยวิจัยขยะทางทะเลระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยพลีมัธ กล่าว “แม้แต่ในประเทศที่มีระบบการจัดการขยะที่ค่อนข้างก้าวหน้า สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นสิ่งของที่พบได้มากที่สุดตามแนวชายฝั่ง”
เขาไม่แปลกใจที่เห็นพลาสติกใช้แล้วทิ้งจำนวนมากในข้อมูล แต่ข้อเท็จจริงที่ตกใจ คือ ขยะเหล่านั้นปรากฏขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามแนวชายฝั่งทั่วทั้ง 7 ทวีป แม้กระทั่งประเทศที่ระบบจัดการขยะดีมากแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ถุงพลาสติกแพร่หลายอย่างสม่ำเสมอในเอเชีย
หรือในบางประเทศที่มีการแบนถุงพลาสติกแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าขยะถุงพลาสติกจะลดลงเสมอไป เพราะการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม แถมบางประเทศก็ยังรับขยะจากต่างประเทศเข้ามาอีกด้วย
นักวิจัยเสนอว่า ถ้าอยากแก้ปัญหาจริง ๆ ต้องเริ่มที่ต้นทางคือ ลดการผลิตพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และทำให้พลาสติกถูกใช้เท่าที่จำเป็น หันมาใช้ระบบรีฟิลหรือบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำให้มากขึ้น
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ตอนนี้การเจรจา “สนธิสัญญาพลาสติกโลก” ของสหประชาชาติกำลังระส่ำระสาย หลังประธานการเจรจาลาออกกลางทาง ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงเบื้องหลัง ขณะที่นอร์เวย์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ก็เริ่มทบทวนงบสนับสนุนเช่นกัน จนมีความเป็นไปได้ว่า การเจรจารอบถัดไปอาจต้องเลื่อนไปถึงปลายปี 2026 หรืออาจยาวไปถึงปี 2027
อ้างอิง https://www.theguardian.com/environment/2026/may/20/plastic-food-drink-packaging-worlds-most-common-coastal