xs
xsm
sm
md
lg

MUI เปิดบ้านโชว์ “Sensory AI Platform” เติมเต็มประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของ AI ครั้งแรกในไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



MUI Robotic จับมือ ม.มหิดลและสมาคม AIEAT จัดงาน " Sensory AI Open House 2026" เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ “ เทคโนโลยีประสาทสัมผัสสำหรับ AI” โชว์ Sensory AI Platform ที่เติมเต็มประสาทสัมผัสทั้ง 5 ครั้งแรกในไทย ตั้งเป้าก้าวสู่บริษัทระดับโลกที่ผลักดันเทคโนโลยี AI สู่ยุคที่ 3 สร้าง AI ให้มีความเข้าใจและรู้สึกเหมือนมนุษย์ได้ ด้านนายกสมาคม AIEAT ชี้ AI กำลังขยับจากการช่วยลดต้นทุนไปสู่การสร้างความสามารถใหม่ทางธุรกิจ ย้ำความพร้อมประเทศไทย โตปีละ 30 % และไม่ได้ขาดบุคลากร AI แต่ขาดทักษะพิเศษในการแข่งขันระดับโลก

บริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) จัดงาน " Sensory AI Open House 2026" ภายใต้แนวคิด “Thailand’s First Sensory AI Platform : The Next Layer of Industrial Intelligence” หรือ Sensory AI แห่งแรกของไทย กับการพลิกโฉมอุตสาหกรรมสู่ยุคใหม่ของ Industrial Intelligence โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมอาคารมหิดลสิทธาคาร (PMHCC) มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ศาลายา จ.นครปฐม โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพันธมิตรทั้งจากสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมรวมถึงประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 400 คน

 






ดร.วันดี วัฒนกฤษฎิ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด หรือ MUI Robotic เปิดเผยว่า งาน Sensory AI Open House 2026 เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ MUI Robotic มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรจากภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย ที่ต้องการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ “เทคโนโลยีประสาทสัมผัสสำหรับ AI” หรือ “ Sensory AI” ซึ่งเป็นมิติใหม่ของ AI ที่ไม่ได้รับรู้เพียงภาพ เสียง หรือข้อความ แต่สามารถรับรู้ “กลิ่นและรสชาติ” ได้เช่นเดียวกับมนุษย์

“วันนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุค AI Economy และข้อมูลกำลังเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังมีข้อมูลอีกชั้นหนึ่งที่ยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มศักยภาพ นั่นคือ ข้อมูลจากประสาทสัมผัส หรือ Sensory Data เราเชื่อว่า กลิ่นและรสชาติ คือ New Data Layer of AI ที่จะช่วยให้ระบบอัจฉริยะเข้าใจโลกจริงได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ”

ดร.วันดี กล่าวว่า วัตถุประสงค์สำคัญของงาน คือ การแสดงให้เห็นว่า Deep Tech จากงานวิจัยไทยสามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม และสามารถสร้างผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ โดยไฮไลท์ในงานจะมีทั้งการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ระดับประเทศ การนำเสนอ Thailand’s First Sensory AI Platform การสาธิต AI-Nose และ AI-Tongue รวมถึงกรณีศึกษาจริงจากภาคอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และ Smart Industry

 


ด้าน ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ดมกลิ่น จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) บริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของ Sensory AI เกิดจากงานวิจัยด้านหุ่นยนต์ดมกลิ่นและระบบเซนเซอร์ตรวจจับสารระเหย ที่มีการศึกษามายาวนานกว่า 20 ปี ภายในห้องปฏิบัติการ โดยช่วงแรกทีมวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาเซนเซอร์และอัลกอริทึมพื้นฐาน แต่ความท้าทายสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่โลกจริง เพราะสภาพแวดล้อมในโรงงานและอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนสูงกว่ามาก จึงต้องมีการพัฒนาทั้งด้านฮาร์ดแวร์ AI ระบบ Cloud การจัดการข้อมูล รวมถึงสร้างโมเดลกลิ่นที่เรียนรู้จากข้อมูลจริงจำนวนมาก ปัจจุบัน Sensory AI ไม่ใช่เพียงงานวิจัยอีกต่อไป แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริง และถูกใช้งานกับลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม

ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ กล่าวว่า พัฒนาการของเทคโนโลยี AI สามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค โดยยุคแรกคือ ยุค Pattern หรือการจดจำรูปแบบ เช่น การจำใบหน้าคนในสนามบิน แต่ยังไม่มีเหตุผลมารองรับว่าคนนั้นเป็นใครหรือมีรายละเอียดอย่างไร ยุคที่ 2 คือยุค Reasoning หรือเหตุผล ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันที่ AI เริ่มมีเหตุผลและสามารถพูดคุยโต้ตอบเพื่อช่วยวางแผนงานหรือทำรายงานสรุปผลได้ ส่วนยุคที่ 3 คือ Emotion & Feeling จะเป็นยุคที่เรากำลังจะก้าวไป โดยเป็นยุคของอารมณ์และความรู้สึก AI จะมีความรู้สึกนึกคิดใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันในยุคที่ 3 นี้ยังต้องการงานวิจัยพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก และต้องใช้ศาสตร์หลากหลายไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยีแต่ยังมีด้านมนุษยศาสตร์อีกด้วย

“ ที่ผ่านมา AI เรียนรู้จากภาพ เสียง และข้อความจำนวนมหาศาล แต่ในโลกจริงยังมีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่มนุษย์ใช้ตัดสินใจทุกวัน คือ ข้อมูลจากประสาทสัมผัส ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหาร กลิ่นใช้ตัดสินคุณภาพสินค้า ในสิ่งแวดล้อมกลิ่นจะสะท้อนปัญหามลพิษ ขณะที่ในเรื่องสุขภาพ กลิ่นลมหายใจอาจเป็น Biomarker ของโรค เมื่อ AI สามารถเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ได้ จะช่วยยกระดับการตัดสินใจ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้เกิดระบบอัจฉริยะที่ใกล้เคียงการรับรู้ของมนุษย์มากขึ้น ”

ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน AI ระดับโลก มีความสามารถด้านการมองเห็น (ตา) และการได้ยิน (หู) แล้ว แต่ยังขาดประสาทสัมผัสเรื่องลิ้น (การรับรส) และ จมูก (การรับกลิ่น) MUI จึงมุ่งพัฒนา Sensory AI Platform ที่เปลี่ยนกลิ่นและรสชาติให้เป็นข้อมูลดิจิทัล ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มแรกในประเทศไทยที่จะช่วยเติมเต็มประสาทสัมผัสส่วนนี้ให้ครบถ้วน และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้ AI สามารถสัมผัสและเข้าใจโลกกายภาพได้เหมือนกับที่มนุษย์เข้าใจ

ปัจจุบัน MUI ได้ทำตลาดโดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทยและมีแหล่งข้อมูลมหาศาล โดย Sensory AI จะช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างนวัตกรรมอาหาร เปลี่ยนจากการทดลองสูตรอาหารในสภาวะจริง มาเป็นการทดลองรสชาติในโลกเสมือน ทำให้กระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารสั้นลงอย่างมากและออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการขยายบริการสู่เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การตรวจสอบมลพิษทางกลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการใช้ AI แทนดุลพินิจของมนุษย์ในการตรวจสอบคุณภาพ (QC) ช่วยให้ผลการตรวจสอบแม่นยำและโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งออกและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
ปัจจุบันจากการเก็บข้อมูลด้านอาหารมากว่า 5 ปี มีข้อมูลประมาณ 200 ล้านชุดข้อมูล อนาคต MUI ตั้งเป้าเก็บข้อมูลให้ถึงระดับแสนล้านชุดข้อมูล เพื่อทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูล (Database) ที่แข็งแกร่งและแม่นยำที่สุดในด้านกลิ่นและรสชาติ และกลายเป็นมาตรฐานที่ถูกนำไปใช้ทั่วโลก

 


ขณะที่ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SYNAPES Thailand กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของ AI จากเดิมที่เน้นการทดลองใช้งาน สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ปัจจุบันเราเห็นทั้งผู้ใช้ AI ผู้พัฒนา AI Startup มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ Ecosystem มีความแข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอดีต AI ถูกใช้กับงานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน หรือระบบอัตโนมัติบางส่วน แต่ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้ในงานที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น Predictive Maintenance, Computer Vision, Quality Control รวมถึงการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สิ่งที่น่าสนใจคือ AI กำลังขยับจากการช่วยลดต้นทุน ไปสู่การสร้างความสามารถใหม่ทางธุรกิจ

“ปัจจุบันทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี AI แล้ว ขณะเดียวกันเราต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ มีทั้งด้านประชากรที่ลดลง ความสามารถของเอสเอ็มอีน้อยลง และงานในบทบาทเก่า ๆ ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่งานที่ลดน้อยลงนี้ ก็สร้างโอกาสให้ด้วยความสามารถของ AI ที่ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดเทคโนโลยี AI มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีงานใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจาก AI ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการสร้างความสามารถด้าน AI ให้กับทั้งบริษัทและมหาวิทยาลัยที่พัฒนาคนขึ้นมา ทั้งนี้จากตลาด AI ที่เติบโตประมาณ 30 % ต่อปี คาดว่าปี 2569 นี้จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 50,000 ล้านบาท ถือได้ว่าประเทศไทยมีความพร้อม แต่กลับมีสัดส่วนตลาดที่เป็นของผู้ประกอบการไทยจริง ๆ ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการด้าน AI ขึ้นมา จากปัจจุบันที่มีประมาณ 200 บริษัท อย่างไรก็ดีมองว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดบุคลากรด้าน AI เพียงแต่อาจจะขาดคนที่มีทักษะพิเศษ หรือ Talent ในการออกไปทำงานจริงและสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคหรือในระดับโลก”

ดร.ชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า ในฐานะผู้ประกอบการด้าน AI ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องข้อมูล บุคลากร และการเชื่อมโยงระบบนิเวศ หลายองค์กรยังขาดข้อมูลที่พร้อมใช้งาน ขาดผู้เชี่ยวชาญ และยังมีช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับภาคธุรกิจ การสร้าง AI Ecosystem ที่แข็งแรงจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ

“ในยุค AI Economy องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่องค์กรที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือองค์กรที่ใช้ข้อมูลและ AI สร้างความแตกต่างได้เร็วที่สุด จาก Industry 4.0 ที่เน้น Automation วันนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคของ Intelligence Economy และ Sensory AI อาจเป็นความได้เปรียบครั้งใหม่ ที่ทำให้โรงงานและธุรกิจเข้าใจโลกจริงได้ลึกกว่าเดิม” 







AI-Tongue


สำหรับ MUI Robotics เป็นบริษัท Deep Tech สัญชาติไทยที่ก่อตั้งโดย ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ , ดร.วันดี วัฒนกฤษณ์ และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้แนวคิดสำคัญ “เปลี่ยนกลิ่นให้เป็นข้อมูล” (Turning Smell into Data) โดยมองว่า AI ในปัจจุบันสามารถมองเห็นและได้ยินแล้ว แต่ยังขาดประสาทสัมผัสที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือ “การรับรู้กลิ่น” ทั้งนี้บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้าน Sensory AI Platform ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ AI และหุ่นยนต์สามารถรับรู้และวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติได้ใกล้เคียงมนุษย์ ประกอบด้วย AI-Nose สำหรับการวิเคราะห์กลิ่น, AI-Tongue สำหรับการวิเคราะห์รสชาติ, ระบบ Machine Learning และ Smell Foundation Model รวมถึง IoT และ Cloud Platform สำหรับการตรวจวัดแบบ Real-time ปัจจุบันเทคโนโลยีของ MUI Robotics ถูกนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม เกษตร สุขภาพ และการผลิต โดยมีลูกค้าและพันธมิตรในหลายประเทศ เช่น ไทย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และยุโรป