Flexport ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยีด้านซัพพลายเชนระดับโลก มองประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของเครือข่ายการค้าระดับโลก หลังปริมาณการส่งออกตู้คอนเทนเนอร์จากไทยไปยังสหรัฐฯ ในปี 2568 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 663,032 TEU พร้อมเผยไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของเอเชีย ท่ามกลางการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลกจากแนวคิด “China-plus-one” สู่ “China-plus-many”
Nerijus Poskus รองประธานและหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อขนส่งทางทะเลระดับโลกของ Flexport กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านการเติบโต ความหลากหลายของสินค้า และความพร้อมด้านดิจิทัล โดยไทยเป็นประเทศต้นทางอันดับ 4 ของเอเชียสำหรับการนำเข้าสินค้าคอนเทนเนอร์เข้าสหรัฐฯ และมีการกระจายตัวของสินค้าส่งออกอย่างหลากหลาย ทั้งยางและยางรถยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ อาหารแปรรูป และข้าว
“ประเทศไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในยุคใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก เราเห็นผู้ส่งออกไทยเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น electronic bills of lading ระบบศุลกากรดิจิทัล หรือการจัดซื้อค่าระวางผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค” คุณ Poskus กล่าว
Flexport ระบุว่า ข้อมูลจากแพลตฟอร์มของบริษัทสะท้อนให้เห็นถึง 3 แนวโน้มสำคัญของภาคการส่งออกไทย ได้แก่ การเติบโตของปริมาณขนส่งอย่างต่อเนื่องแม้อยู่ในช่วงความผันผวนของภาษีสหรัฐฯ การยกระดับสัดส่วนสินค้าส่งออกไปสู่กลุ่มมูลค่าสูง เช่น เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสายเรือและพันธมิตรการขนส่งทางทะเล ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบบริการและความตรงต่อเวลามากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านราคาค่าระวาง
สำหรับอุปสรรคหลักของผู้ส่งออกไทยและ SMEs ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ Flexport มองว่า “กฎระเบียบด้านศุลกากรและภาษี” กลายเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีและตรวจสอบการจัดประเภทสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทางเพิ่มขึ้นถึง 10–25% หากมีข้อผิดพลาดด้านเอกสารหรือการจัดประเภทภาษี
บริษัทจึงนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และจัดประเภทสินค้าตามระบบ Harmonized Tariff Schedule (HTS) พร้อมสร้างเอกสารสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบศุลกากรสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้การดำเนินพิธีการนำเข้าเร็วขึ้น และช่วยลูกค้าขอคืนภาษีหรือสิทธิ duty drawback ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะใช้เวลาหลายเดือนเหมือนในอดีต
“Flexport ไม่ใช่บริษัทโลจิสติกส์ที่เพิ่งนำซอฟต์แวร์มาใช้ แต่เราเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ดำเนินธุรกิจ freight forwarding ความแตกต่างนี้ทำให้เราสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มและอัปเดตระบบได้ทุกสัปดาห์ ต่างจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่ยังใช้ระบบเดิมและอัปเดตเพียงปีละ 1–2 ครั้ง” คุณ Poskus กล่าวเพิ่มเติม
นอกจากนี้ Flexport ยังระบุว่า ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากนิยมสัญญาค่าระวางแบบ fixed-rate มากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และด้วยเครือข่ายสายเรือที่ครอบคลุมพันธมิตรหลักระดับโลก บริษัทจึงสามารถรวบรวม capacity เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน
ในด้านอนาคตของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย Flexport มองว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกม ได้แก่ การรวมตัวและปรับโครงสร้างพันธมิตรสายเรือ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้านการค้า และการที่ “ข้อมูล” จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์สำคัญที่สุดของธุรกิจโลจิสติกส์
บริษัทได้เปิดตัว “Flexport Atlas” เพื่อให้ผู้ส่งออกเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านค่าระวาง ความตรงต่อเวลาของสายเรือ และความเสี่ยงด้านภาษี ซึ่งเดิมเป็นข้อมูลที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการรายใหญ่เท่านั้น
สำหรับทิศทางการเติบโตในประเทศไทย Flexport ระบุว่าจะมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การขยายทีมงานในประเทศไทย การเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออก SMEs เข้าถึงบริการระดับ enterprise และการลงทุนด้าน last-mile fulfillment ในสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้แบรนด์ไทยสามารถส่งสินค้าไปถึงผู้บริโภคปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“วิสัยทัศน์ของเราคือการเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ช่วยให้แบรนด์ไทยเข้าถึงลูกค้าปลายทางทั่วโลกได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงหน้าประตูผู้บริโภค” คุณ Poskus กล่าวปิดท้าย