xs
xsm
sm
md
lg

บางจากแจงโรงกลั่นหั่นการผลิตลง 15% ชงบอร์ดกู้4-5หมื่นล.เสริมสภาพคล่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บางจากเผยโรงกลั่นปรับลดกำลังการผลิตลง 15%เหลือเพียง 2.5แสนบาร์เรล/วัน เพื่อให้สอดคล้องกับยอดการใช้ที่ลดลง และแก้ปัญหาน้ำมันล้นคลัง พร้อมเสนอบอร์ดกู้เงิน 4-5หมื่นล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่อง หลังราคาน้ำมันดิบแพงและกองทุนน้ำมันฯค้างจ่ายเงินชดเชย แย้มเตรียมส่งออกน้ำมันSAFล็อต2ไปยุโรปอีก 20ล้านลิตร

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่าขณะนี้โรงกลั่นน้ำมันบางจากได้ปรับลดกำลังการกลั่นลงไปราว 15%จากกำลังการผลิตทั้ง2โรงรวมอยู่ที่ 2.8แสนบาร์เรล/วันเหลือเพียง 2.5 แสนบาร์เรลต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับการบริโภคน้ำมันในประเทศที่ปรับลดลงมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และช่วยลดแก้ปัญหาน้ำมันล้นคลัง ขณะที่ค่าการกลั่น(GRM) ปัจจุบัน อยู่ในระดับปกติแล้วราว 2-3บาทต่อลิตร


ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันอากาศยาน(Jet A-1)ไปบางประเทศ ซึ่งจะช่วยให้โรงกลั่นสามารถดำเนินการกลั่นได้เพิ่มขึ้น เพราะหากไม่ปลดล็อกการส่งออก โรงกลั่นก็ต้องลดกำลังการผลิตลงหรือไม่ก็ขายน้ำมันดิบที่สั่งซื้อล่วงหน้าออกไปเพื่อแก้ปัญหาคลังเก็บน้ำมันเต็ม

“ในช่วงวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากมีโรงกลั่นหลายแห่งกำลังกลั่นเกินอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่บางประเทศขาดแคลนน้ำมัน เช่น ออสเตรเลีย ที่กลั่นน้ำมันไม่พอและต้องไปขอซื้อจากจีน ดังนั้นควรมีระบบที่ทำให้โรงกลั่นยืนอยู่ได้ เช่น การผ่อนปรนให้ส่งออกน้ำมันในช่วงที่ดีมานด์ในประเทศลดลง”

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ แผนรับมือในช่วงไตรมาส2-3นี้ คือ สภาพคล่อง ทางบางจากฯได้ขออนุมัติบอร์ดบริษัทฯกู้เงิน 4-5หมื่นล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องในการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาสูง และหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังค้างจ่ายเงินชดเชยให้บริษัทฯเป็นจำนวนมาก

โดยธุรกิจโรงกลั่น ในช่วงไตรมาส 2 นี้อาจเผชิญกับปัญหาขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) เพราะมีความหน่วงเรื่องของเวลาในการจัดซื้อน้ำมันล่วงหน้า 2 เดือน ซึ่งสถานการณ์ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เพราะในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น บางจากมีต้นทุนจัดซื้อน้ำมันดิบเฉลี่ยเกินกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อรวมกับค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ในช่วงที่ขึ้นไปสูงสุดอยู่ประมาณ 25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังมีต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าประกัยภัยที่สูงขึ้น ก็จะทำให้ราคาน้ำมันดิบที่ส่งมอบจริง เกินกว่า 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า กลุ่มบริษัทบางจากเริ่มผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในประเทศไทย จากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF (Hydroprocessed Esters and Fatty Acids Synthetic Paraffinic Kerosene )แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง รองรับการเติบโตของตลาดเชื้อเพลิงการบินคาร์บอนต่ำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากขณะนี้ไทยยังไม่มีนโยบายบังคับให้สายการบินต้องใช้น้ำมันอากาศยาน(Jet A-1)ผสมSAFเหมือนยุโรป ที่กำหนดให้สายการบินต้องใช้น้ำมันอากาศยานที่ผสมSAF 2%

ล่าสุด บางจากฯได้ส่งออกน้ำมัน SAF ให้แก่ผู้ซื้อระดับโลกเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จำนวน 8ล้านลิตรไปยุโรป และอีก2อาทิตย์ถัดไป จะส่งออกไปยุโรปอีก 20ล้านลิตร สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงการบินยุคใหม่ในระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการรับรอง และโครงสร้างพื้นฐาน นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดจากผู้บุกเบิกพลังงานทดแทนของประเทศไทย สู่ผู้นำพลังงานแห่งอนาคต

โครงการผลิตน้ำมัน SAF ใช้เงินลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนก่อสร้าง 8,500 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียน 1,500 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนการลงทุน(IRR) อยู่ที่ 15% คาดว่าจะคืนทุนภายใน 6-7 ปี โดยโรงงานนี้มีกำลังการผลิต 1,000,000 ลิตรต่อวัน ในปีนี้ตั้งเป้าใช้กำลังการผลิตกว่า 80% สร้างยอดขายอยู่ที่ 9,000 -10,000 ล้านบาท และมีEBITDA อยู่ที่ 500- 1,000 ล้านบาท

ปัจจุบันราคา SAF แพงกว่าน้ำมันอากาศยาน ประมาณ 1 เท่าตัว จากอดีตเคยแพงกว่า 3 เท่าตัว หากราคาน้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 30-35 บาทต่อลิตร น้ำมัน SAF จะอยู่ที่ 55-60 บาทต่อลิตร ในอนาคตมีความต้องการใช้ SAF เพิ่มมากขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบก็จะถูกลง จะเห็นราคาขาย SAF ถูกลงได้


นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การจัดหาวัตถุดิบจากในประเทศราว 35-40% ที่เหลือเป็นการนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ อาทิ น้ำมันจากหม่าล่า ซึ่งอดีตไทยมองว่าน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว จะถูกมองในลักษณะของเสีย (Waste) จึงมีการส่งออกนอกประเทศได้อิสระ แต่ปัจจุบันน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบได้ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐห้ามการส่งออกน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเพื่อเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภายประเทศ

วัตถุดิบในการผลิตSAFนอกเหนือน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว บางจากฯศึกษาการนำน้ำมันจากพืชน้ำมันมาใช่ ซึ่งง่ายสุดคือน้ำมันปาล์มดิบ แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของ EU ที่มองว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า ดังนั้นบริษัทมองการปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นๆ เช่น หยีน้ำ (Pongamia) โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูก หยีน้ำในภาคอีสาน ที่มีพื้นที่แห้งแล้งหรือดินเค็ม รวมทั้งทดลองปลูกที่กระบี่ หากได้ผลดีจะมีการส่งเสริมการปลูกต่อไป นอกจากนี้ ยังได้เจรจากับสมาคมโรงแรมในการนำไขมันจากบ่อดักไขมัน มาทำเป็นวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มทางเลือกในอนาคต

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ( Bio Fuel )ทั้งดีเซล บี20 และแก๊สโซฮอล์ อี20 เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล บางจากฯเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุน เนื่องจากเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทย เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือการเพาะปลูกจรถึงปลายน้ำมันการผลิตเป็นBio Fuel ซึ่งต่อยอดไปสู่ ไบโอพลาสติก ไบโอเคมีคอล ไบโอฟาร์มา ไบโอคอสเมติกส์และไบโอเมดิคอล ซึ่งมีValue chainทั้ง 100% อยู่ในประเทศไทย เทียบกับการส่งเสริมEV โซลาร์ แบตเตอรี่ พบว่าต้องนำเข้า 100% มูลค่าก็จะตกอยู่กับผู้ผลิตต่างชาติ ดังนั้น งบประมาณ 2แสนล้านบาทที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเน้นพลังงานสะอาด แค่รัฐดึงงบ 5 หมื่นล้านบาทโปรโมทไบโอกรีน ซึ่งมูลค่าเศรษฐกิจจะอยู่ในเมืองไทย