xs
xsm
sm
md
lg

ยกระดับอุตฯ เวลเนสไทย จาก Relaxation สู่ Scientific Based Wellness

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสุขภาวะ หรือ Wellness เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและการขยายตัวสูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.32 ต่อปี ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของตลาด Wellness ในเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 24 ของโลกด้วยมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจุดแข็งชัดเจนด้าน Wellness Tourism, Healthy Eating & Nutrition และ Personal Care & Beauty จากความได้เปรียบด้านทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

๐ ผลักดันเป็น New Growth Engine
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การผลักดันอุตสาหกรรม Wellness ให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในอนาคต หรือ New Growth Engine จุดสำคัญคือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมอง Wellness ว่าเป็นเพียงการพักผ่อนและผ่อนคลาย หรือ Relaxation ไปสู่ Health & Longevity Economy หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ และ Scientific Based Wellness หรือการบริการสุขภาวะที่มีงานวิจัย ข้อมูลทางการแพทย์ และหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเป็นรูปธรรม

"วันนี้คำว่า Relaxation ไม่ได้หมายถึงแค่การพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับกระแส Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก หากประเทศไทยสามารถยกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสให้ตอบโจทย์เทรนด์ดังกล่าวได้ จะไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคบริการ แต่ยังช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้อีกมหาศาล"

นอกจากนี้ เนื่องจากบริการจำนวนมากยังแข่งขันกันด้วยรูปแบบเดิมและไม่สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น แนวทางสำคัญที่จะช่วยยกระดับธุรกิจ คือ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุน โดยการต่อยอดจุดแข็งจากทุนวัฒนธรรมไทย เช่น สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และศาสตร์การดูแลสุขภาพดั้งเดิม ผสานเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้บริการไทยในตลาดโลก

รมว.อว.ย้ำว่า จุดสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรม Wellness ในประเทศไทย คือการสร้าง Evidence - based หรือหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งงานวิจัยทางคลินิก การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ หรือ Health Tech รวมถึงการนำ AI และ Machine Learning มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อทำให้เกิด Precision Wellness หรือการออกแบบบริการ Wellness ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่ๆ สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มธุรกิจ Wellness ขนาดใหญ่ และผลักดันนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ กระทรวงอว.มุ่งสนับสนุนด้วยการลดความเสี่ยงทางการลงทุนด้าน R&D ให้ภาคเอกชน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป นักวิจัย มหาวิทยาลัย และธุรกิจขนาดใหญ่ โดยภาครัฐพร้อมส่งเสริมทั้งด้านทุนวิจัย ห้องปฏิบัติการ การทดสอบทางคลินิก มาตรฐาน GMP ตลอดจนถึงการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา


๐ ชู 4 กลไกหลัก 4 กลยุทธ์ หนุนครบวงจร
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ที่ผ่านมา NIA ดำเนินงานภายใต้บทบาท “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม” หรือ Focal Conductor ที่พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็ง และเป็นระบบที่เปิดกว้าง (Open Ecosystem) ดำเนินงานผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ Groom Grant Growth และ Global โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรม Wellness ไทยอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายนวัตกรรม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างงาน และสร้างรายได้ใหม่ ผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม 2) การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการและทักษะแรงงานด้านเวลเนส 3) การขับเคลื่อนผ่าน Thailand Innovation Hubs และ 4) การขยายผลและสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างบริการให้มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสร้างความแตกต่างที่มีมูลค่าสูงต่อไป

๐ จุฬาฯ พร้อมเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคเอกชน
ด้านศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยได้เดินทางมาถึง "จุดเปลี่ยน" ที่แม้ว่าจะได้รับการยอมรับระดับโลกในเรื่อง Hospitality และการบริการด้าน Relaxation แต่การจะก้าวไปสู่ตลาด Medical & Longevity Wellness ที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่าตัวนั้น ไม่สามารถใช้แค่ "ความรู้สึก" เป็นจุดขายได้อีกต่อไป โดยเฉพาะลูกค้ายุคใหม่ เช่น กลุ่ม High-Net-Worth ที่ต้องการผลลัพธ์ซึ่งจับต้องได้ เห็นผลตอบแทนด้านสุขภาพที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์

จุฬาฯ มีความพร้อมในการเป็นพันธมิตรด้านงานวิจัยให้กับภาคเอกชน โดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ห้องปฏิบัติการสู่การทดสอบทางคลินิก และผลักดันสู่ความสำเร็จทางธุรกิจภายใต้แนวคิด From Bench to Bedside to Business โดยจะทำ Fast-Track Scientific Validation เพื่อเปลี่ยนคำว่า “รู้สึกดีขึ้น” ให้เป็น “ผลลัพธ์ทางคลินิกที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์” คือการสร้างปรากฏการณ์ High-Touch meets High-Tech โดยผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นว่า วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่าอย่างยั่งยืน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณถึงวงการธุรกิจสุขภาพและนักลงทุนว่า อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยพร้อมก้าวทะยานสู่ยุคใหม่ที่นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างผลกำไรระดับสูงและความสำเร็จที่ยั่งยืนบนเวทีโลก ./