รัฐบาลทรัมป์ประกาศอัดฉีด 2 พันล้านดอลลาร์สู่อุตสาหกรรมควอนตัมคอมพิวติ้ง โดยไม่ใช่แค่ให้เงินอุดหนุนตามสูตรเดิม แต่แลกมาด้วยการที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเข้าถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัทรับทุนทั้ง 9 แห่ง โครงสร้างดังกล่าวทำให้เส้นแบ่งระหว่างนโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนเชิงกลยุทธ์แบบ Venture Capital เริ่มพร่าเลือน ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐกับจีนที่ทวีความเข้มข้น หุ้นผู้รับทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขยับขึ้น 7–21% ในช่วง Premarket ทันทีหลังข่าวแพร่สะพัด ขณะที่นักวิจารณ์ตั้งคำถามว่านี่คือ "ทุนนิยมเชิงยุทธศาสตร์" หรือ "การบิดเบือนตลาดโดยรัฐ"
รายงานของ Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรเงินทุนในโครงการควอนตัมรอบล่าสุดของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ โดย IBM ได้รับเม็ดเงินสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย GlobalFoundries อีก 375 ล้านดอลลาร์ ส่วนผู้รับทุนอีก 6 รายซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ได้แก่ D-Wave Quantum, Rigetti Computing, Infleqtion และ Diraq โดย Diraq ได้รับจัดสรร 38 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่ทำให้ข้อตกลงนี้แตกต่างจากการอุดหนุนทั่วไปคือโครงสร้างการเงินที่แปลงเงินช่วยเหลือแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นการถือครองหุ้น ซึ่งถือเป็นการต่อยอดแนวทางที่รัฐบาลทรัมป์เคยใช้กับ Intel มาแล้ว กล่าวคือเงินกองทุน CHIPS Act มูลค่า 5,700 ล้านดอลลาร์ถูกแปลงเป็นหุ้น Intel ราว 433 ล้านหุ้น และมูลค่าของหุ้นนั้นในเวลาต่อมาพุ่งแตะกว่า 56,000 ล้านดอลลาร์
พอร์ตการลงทุนในครั้งนี้ถูกออกแบบให้ครอบคลุมแนวทางฮาร์ดแวร์ควอนตัมแทบทุกสำนักที่มีอยู่ในปัจจุบัน IBM และ Rigetti เดินหน้าด้วยเทคโนโลยี Superconducting Qubits, D-Wave ใช้ระบบ Annealing, Infleqtion พัฒนาด้าน Neutral Atoms ขณะที่ Diraq มุ่งเน้น Silicon Spin Qubits และ GlobalFoundries ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตชิปรองรับทั้งกระบวนการ
ตรรกะของพอร์ตนี้สะท้อนกลยุทธ์ที่คุ้นหน้าในโลกคริปโตและ Venture Capital อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับที่กองทุนอย่าง a16z หรือ Paradigm กระจายเม็ดเงินไปยัง L1, L2, Restaking และ DePIN โดยไม่เดิมพันแค่ผู้ชนะรายเดียว กระทรวงพาณิชย์สหรัฐก็ใช้ตรรกะเดียวกันกับควอนตัม เพราะในช่วงเวลาที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเทคโนโลยีใดจะ "สเกล" ได้จริง การกระจายเดิมพันคือหนทางที่สมเหตุสมผลที่สุด
โครงสร้างหุ้นส่วนน้อยนี้มีลักษณะคล้ายกับ SAFE หรือ Token Warrant ในโลกคริปโต คือรัฐจ่ายเงินก้อนล่วงหน้าและจะแบ่งผลตอบแทนก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์จริงเท่านั้น เงิน 1 พันล้านดอลลาร์ที่ IBM ได้รับทำหน้าที่เหมือน Lead Investor Check ขณะที่ 38 ล้านดอลลาร์ของ Diraq คือการพนันในสเตจ Seed
ความแตกต่างระหว่างรัฐบาลกับกองทุน VC อยู่ที่แรงจูงใจ เพราะกองทุน VC ไล่ล่า IRR เพื่อผู้ลงทุน แต่วอชิงตันกำลังไล่ล่าการครองอำนาจเชิงยุทธศาสตร์เหนือจีน นอกเหนือจากนั้นตรรกะของพอร์ตแทบไม่ต่างกัน
ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่านี่คือ "ทุนนิยมเชิงยุทธศาสตร์" ที่สมเหตุสมผล หากเงินภาษีจะถูกนำไปพนันกับเทคโนโลยีความเสี่ยงสูง รัฐก็ควรมีสิทธิ์แบ่ง Upside หากเดิมพันนั้นชนะ ทว่าฝ่ายต่อต้านมองต่างออกไป และตั้งคำถามว่ารัฐบาลที่ถือหุ้นในบริษัทเอกชนจะรักษาความเป็นกลางในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนั้นได้อย่างไร นักวิจารณ์หลายรายระบุว่ามันคือ "การบิดเบือนตลาดโดยรัฐ" แบบที่สหรัฐมักวิจารณ์จีนมาตลอด
ประเด็นที่ยิ่งทำให้การถกเถียงซับซ้อนขึ้นคือนัยยะของควอนตัมคอมพิวติ้งต่อโลกคริปโต เครื่องควอนตัมที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพออาจทำลายระบบเข้ารหัสที่ปกป้องกระเป๋าเงินบิทคอยน์และ Ethereum ได้ในที่สุด
ไมเคิล ออสบอร์น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ IBM Quantum Safe เตือนว่าความเสี่ยงกำลังเร่งตัวเร็วกว่าที่คาด พร้อมย้ำว่า "สิ่งที่ต้องการคือ Qubit คุณภาพสูงมากๆ" และระวังอย่าหลงเชื่อพาดหัวข่าว เพราะการประเมินส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายชั้นเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ความลึกของวงจร และวิธีผสมผสานทรัพยากรควอนตัมกับระบบคลาสสิก
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยังไม่ลงรอยกันว่าควอนตัมจะถึงจุดที่คุกคามบิทคอยน์ได้จริงเมื่อใด โดยการประเมินแต่ละสำนักห่างกันตั้งแต่ไม่กี่ปีไปจนถึงหลายทศวรรษ ขณะที่เครือข่ายคริปโตเริ่มทดสอบระบบป้องกันเชิงรุก โดย BNB Chain เพิ่งเสร็จสิ้นการทดสอบความทนทานต่อการโจมตีด้วยควอนตัมบนเครือข่ายของตน
รายละเอียดที่ยังไม่ถูกเปิดเผยก็คือสิทธิ์ออกเสียง ระยะเวลาล็อกหุ้น และเงื่อนไขการขายออก ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงว่าโครงการนี้ทำงานเหมือนกองทุน Venture ที่มีวินัย หรือเพียงแค่เป็นเงินอุดหนุน CHIPS Act รูปแบบใหม่ที่สวมชุดนักลงทุนในพ.ศ. 2569