สโตนวัน ประกาศโรดแมป ขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเหมืองหิน และแร่โดโลไมต์ภายในปี 2569 ชูเป้าหมายการสร้างผลกำไรที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการวางรากฐานการดำเนินงานที่ยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น ด้านความคืบหน้าเหมืองใหม่ จ.เพชรบุรี เตรียมเดินเครื่องการผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปีนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวและความต้องการในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เผยงบ Q1/69 รายได้รวมอยู่ที่ 82.43 ล้านบาท ลดลง 25.12% ขาดทุนสุทธิ 0.51 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ได้รับผลกระทบจากภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
นายกฤตนันท์ ปิงคลาศัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโตนวัน จำกัด (มหาชน) หรือ STX ผู้นำในอุตสาหกรรมเหมืองหินและแร่ เปิดเผยว่า เพื่อตอบรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน STX ได้วางแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยเน้นสินค้าที่มีอัตรากำไร (Margin) สูง อาทิเช่น อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก อุตสาหกรรมผลิตแก้ว อุตสาหกรรมก่อสร้าง และภาคการเกษตร ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานรายได้ในเชิงคุณภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอุตสาหกรรม
การสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากร บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มปริมาณสำรอง (Reserve) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนในเหมืองใหม่ เช่น โครงการเหมืองที่จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงการมองหาโอกาสในการเข้าลงทุนหรือพัฒนาแหล่งทรัพยากรเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากการลดลงของทรัพยากรในเหมืองเดิม
การบริหารพอร์ตทรัพย์สิน ปรับปรุงโครงสร้างสินทรัพย์ โดยการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-core Assets) เพื่อนำเงินทุนไปหมุนเวียนในโครงการที่มีผลตอบแทนสูง (High Return) เสริมสภาพคล่องและกระแสเงินสด
การดำเนินธุรกิจภายใต้ ESG ทั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสียในกระบวนการ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนา Operational Excellence เพื่อควบคุมต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลัก
“สำหรับจุดแข็งที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของ STX คือการเป็นผู้ถือครองใบอนุญาตประกอบกิจการเหมืองหิน ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่หาได้ยากและมีมูลค่าสูงในปัจจุบัน ผนวกกับทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ที่อยู่ใกล้กับโครงการก่อสร้างสำคัญ ช่วยให้บริษัทฯ มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ และสามารถนำเสนอราคาที่แข่งขันได้ดีกว่าคู่แข่งในตลาด” นายกฤตนันท์ กล่าว
นอกจากนี้ STX ยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) เข้าสู่กระบวนการทำงานทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่เหมืองด้วยเทคโนโลยีสะอาด ไปจนถึงการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
นายกฤตนันท์ กล่าวเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าของโครงการเหมืองใหม่ - เหมืองเขาย้อย สืบเนื่องจากการที่บริษัทได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท บุญถาวร ไมน์นิ่ง จำกัด (“BTV”) เมื่อไตรมาส 2 ปี 2568 และได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างแบบ Turn-Key Project เพื่อติดตั้งระบบการผลิตอย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยภายนอกด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประกอบกับสภาวะความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อแผนงานพัฒนาก่อสร้างเหมืองใหม่ของบริษัทที่ล่าช้าออกไป ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 เป็นต้นไป
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท บุญถาวร ไมน์นิ่ง จำกัด ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เป็นทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท จากเดิมทุนจดทะเบียน 12 ล้านบาท โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 100 วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่อง รองรับการลงทุนในการก่อสร้างเหมืองใหม่ และเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานในอนาคต
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 82.43 ล้านบาท ลดลง 27.65 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 25.12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มหินแกรนิตและหินปูน สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมและกิจกรรมก่อสร้างที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ กอปรกับซัพพลายของภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้ครัวเรือนยังคงในระดับสูง นอกจากนี้ ภาวะสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อการปรับขึ้นของราคาพลังงานอย่างรุนแรง กระทบค่าขนส่ง และต้นทุนก่อสร้างปรับสูงขึ้น
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 0.51 ล้านบาท ลดลง 41.63 ล้านบาท หรือลดลง 101.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักการลดลงเนื่องจากในไตรมาส 1/2568 บริษัทได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้การค้าในอดีตจำนวนมากจากการประนอมหนี้ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่สนับสนุนผลประกอบการในปีก่อนให้สูงกว่าระดับปกติ แต่ในไตรมาส 1/2569 สภาวะของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปและต้นทุนในการดำเนินการเหมืองใหม่ที่กดดันผลประกอบการอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าการลงทุนดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว