EXIM BANK มองโลกเผชิญวิกฤต “รุนแรง-ผันผวน-แปรปรวน” ลุยเดินหน้ากลยุทธ์ “5T” นำผู้ประกอบการไทยฝ่าภาวะ 3 สูง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยังคงเป้าหมายสินเชื่อปล่อยใหม่ปีนี้ที่ 70,000 ล้านบาท เน้นกลุ่มเอสเอ็มอีที่่ยังมีความเปราะบาง และต้องเร่งเปลี่ยนถ่ายสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)เปิดเผยในงานแถลงหัวข้อ"โลกเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ EXIM BANK เคียงข้างธุรกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก"ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่ “รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน” ใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทยที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบของสงครามในสนามรบที่ยืดเยื้อและสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี สำคัญของโลก ทำให้สะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารในหลายประเทศ
"ถ้าจะขยายความ 3 ภาวะที่เรายังจะต้องเผชิญต่อไปอีกใน 3 ไตรมาสที่เหลือก็คือ'รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน' รุนแรงก็คือความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ต้องที่รุนแรง-ยืดเยื้อต่อไป ส่งผลให้เกิดความผันผวนในราคาน้ำมัน-ราคาสินค้า-ต้นทุนของทางธุรกิจในวงกว้าง และแปรปรวนก็คือความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วที่เราจะต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีมีการเปลี่ยนถ่าย-ปรับตัวไปสู่เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เพื่อให้ยังสามารถค้าขายกับกลุ่มประเทศคู่ค้าได้ อาทิ กลุ่มสหภาพยุโรปที่มีกฎเกณฑ์ด้านนี้เข้มข้นได้"
ทั้งนี้ ท่ามกลางความกดดันจากปัจจัยต่างๆ EXIM BANK ประเมินว่า การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งแม้ว่าในตัวเลขที่ออกมาของไตรมาสแรกจะค่อนข้างมีการเติบโตสูงถึง 17% แต่ในช่วงที่เหลือของปี ยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
**เดินหน้ากลยุทธ์กลยุทธ์ “5T”**
ดังนั้น EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “5T” ตามแนวนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย Target บรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs อย่างตรงจุด ,Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านผลิตภัณฑ์ Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืนที่ 50% ของยอดคงค้างรวม อีกทั้งจะขยายการให้บริการด้าน ESG เช่น การจัดทำรายงานความยั่งยืนสำหรับลูกค้า EXIM BANK ที่สนใจปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก
Transform ส่งเสริมการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ผ่านการให้คำปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ และการจัดกิจกรรมและ Product Package ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็น 75% การดำเนินงานทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลักการ และTransparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส สอดรับกับมาตรฐานสากล และดูแลลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ และ Together บูรณาการความร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Export Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร
**ตั้งเป้าสินเชื่อปล่อยใหม่7หมื่นล.**
ทั้้งนี้ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ EXIM BANK ยังตั้งเป้าหมายยอดคงค้างสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2569 ที่ 180,000 ล้านบาท หรือเติบโต 2% สินเชื่อปล่อยใหม่ตั้งเป้าหมาย 70,000 ล้านบาท ทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปีมียอดสินเชื่อปล่อยใหม่ประมาณ 20,000 ล้านบาท และมีจำนวนลูกค้าทั้งส่วนของสินเชื่อและประกันที่ 3,000 ราย ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)นั้นยังคงรักษาให้อยู่ในระดับไม่เกิน 4%เช่นเดิม โดยจะมุ่งเน้นในส่วนของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้มากขึ้นกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีความเปราะบาง และต้องการการส่งเสริมเพื่อเปลี่ยนถ่ายสู่ธุรกิจที่มีความยั่งยืนมากขึ้น
"สินเชื่อใหม่ปีนี้อาจจะทรงๆตัว เนื่องจากเรายังอยู่ระหว่างการดูตลาดใหม่ที่จะนำพา-ให้การสนับสนุนกับลูกค้า จากก่อนหน้านี้ที่เรามองไว้ที่ตะวันออกกลางแต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อได้ จึงมองตลาดใหม่ที่น่าสนใจอาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย เป็นต้น โดยปัจจุบันผู้ส่งออกไทยยังคงให้น้ำหนักอยู่กับ 3 ส่วนหลักๆ คือ จีน สหรัฐฯ และสภาพยุโรป"