xs
xsm
sm
md
lg

INVX ชี้หุ้นไทยยัง Undervalued หากตัด DELTA เห็น Forward PER แค่ 12 เท่าแนะช่อง Buy on Dip เข้าสะสม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) มองว่าหลังจากผ่านพ้นช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดหุ้นไทย (SET Index) ส่งสัญญาณคึกคักและปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนดัชนีล่าสุดพุ่งทะลุ 1,500 จุดขึ้นมาได้สำเร็จ ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มกลับมามีความหวัง

แต่หากลองมาส่องดูเบื้องหลังการปรับตัวขึ้นรอบนี้ดีๆ จะพบว่าดัชนีที่พุ่งขึ้นมานั้นพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากหุ้นเด่นอย่าง DELTA เป็นสำคัญ และทำให้ภาพรวมมูลค่า (Valuation) ของ SET จึงดูแพงขึ้นด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วหุ้นไทยไม่ได้แพงอย่างที่ตาเห็น แต่กำลังถูกลดราคา (Discount) จนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และถูกกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น (Undervalued) ค่อนข้างมาก

จากสถานการณ์ดังกล่าว ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน INVX ประเมินว่า Valuation ของดัชนี SET ปัจจุบันยังคงมีความน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ โดยที่ภาพรวม SET Index (YTD) มีอัตราส่วน Forward PER ปรับตัวขึ้นเร็วมาอยู่ที่ราว 16 เท่า ซึ่งเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (ปี 59-68) ตัวเลขนี้ทำให้เกิดความกังวลในตลาดว่าหุ้นไทยอาจอยู่ในภาวะแพงเกินไป (Overvalued) เมื่อเทียบกับแนวโน้ม GDP ปี 69 ที่คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง 1.4%

โดยดัชนี SET เมื่อไม่นับ DELTA มารวม จะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า Forward PER ที่แท้จริงลดลงเหลือเพียง 12 เท่า เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีถึงกว่า -1SD (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ตัวเลขนี้สะท้อนว่า "หุ้นไทยส่วนใหญ่ไม่ได้แพงอย่างที่คิด" และยังซ่อนมูลค่าที่น่าดึงดูดใจ (Attractive Value) อยู่มากเนื่องจากซื้อขายอยู่ในโซนที่มีส่วนลดลึก (Discount)

INVX ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังมี "แรงหนุน" อีก 2 ด้านสำคัญที่จะช่วยผลักดันตลาดหลังจากนี้ ได้แก่

1. กำไรกลุ่มพลังงานช่วยแบก โดยที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ช่วยหนุนกำไรของหุ้นกลุ่มพลังงานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นของธุรกิจในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ได้เป็นอย่างดี ทำให้ INVX ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดขึ้นสู่ 97 บาท/หุ้น หนุนเป้าหมายดัชนี SET สู่ 1,550 จุด (กรณีปกติ)

2. ไม้เด็ดกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมี Upside หรือโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาครัฐ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสและโครงการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งหากเบิกจ่ายได้เต็มที่ คาดว่าจะช่วยดัน GDP ให้โตได้ถึง 1.8% (Best Case) ผลักดันกำไรตลาดสู่ 100 บาท/หุ้น และหนุนเป้าหมาย SET ไปได้ถึงระดับ 1,600 จุด

กลยุทธ์ในการลงทุนตอนนี้ แนะมองหาโอกาส "Buy on Dip" หากตลาดปรับฐาน ซึ่งมองว่าในระยะสั้นนี้ (ช่วงปลายเดือนพ.ค.-มิ.ย.) ตลาดหุ้นไทยอาจจะมีจังหวะย่อตัวหรือปรับฐานลงมาบ้าง จากปัจจัยตามฤดูกาลและแรงกดดันชั่วคราวจากการปรับพอร์ตของกองทุนต่างประเทศ (MSCI Rebalancing) ในเชิงกลยุทธ์ จังหวะที่ตลาดปรับฐานลงมาจึงเป็น "โอกาสในการทยอยสะสมหุ้นดีราคาถูก (Buy on Dip)" โดย INVX ชู 3 ธีมเด่นสำหรับการลงทุนหุ้นไทย ดังนี้

ธีมที่ 1 หุ้นใหญ่ที่ราคายังล้าหลัง (Domestic & Laggard Value Play) โดยหุ้น Big-cap ขนาดใหญ่ที่ราคายังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด ต่างชาติยังถือครองต่ำ แต่ได้ประโยชน์เต็มๆ จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นของภาครัฐ และบริหารต้นทุนได้ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ซึ่งมีหุ้นเด่น ได้แก่ CPALL, CPN, GLOBAL, BEM และ TRUE

ธีมที่ 2 หุ้นปันผลสูง หลุมหลบภัยชั้นดี (High Dividend) หุ้นปันผลเด่นสำหรับเน้นความอุ่นใจ ช่วยสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ต และเป็นเกราะป้องกันความผันผวนในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ซึ่งมีหุ้นเด่น ได้แก่ BBL, KTB, PTT, AP และ FTREIT

ธีมที่ 3 หุ้นล้อไปกับโลกยุคใหม่ (New Normal & Green Energy) กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากแผนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเทรนด์การย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมีหุ้นเด่น ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM, WHA และ AMATA

"อย่าให้ตัวเลขดัชนีรวมหลอกตาว่าหุ้นไทยแพง เพราะถ้ามองทะลุม่าน DELTA เข้าไป หุ้นไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ 1,200 จุดเท่านั้น ช่วงที่ตลาดปรับฐานย่อตัวลงมาในระยะสั้นนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานดี"INVX ระบุ