สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ได้ลงมติครั้งประวัติศาสตร์ด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 141 เสียง คัดค้าน 8 เสียง และงดออกเสียง 28 เสียง เพื่อรับรองข้อมติที่สนับสนุนคำวินิจฉัยของศาลโลก (ICJ)
สำนักข่าวต่างประเทศชี้ว่า "ทุกประเทศมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ปัญหาโลกร้อน และหากปล่อยปละละเลยจะถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" เพื่อสนับสนุนมาตรการที่เด็ดขาดในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2026
สาระสำคัญของข้อมติประกอบด้วย
-การรับรองแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศระดับชาติเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
-ทยอยยกเลิกการให้เงินอุดหนุนแก่การสำรวจ การผลิต และการแสวงหาประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล
-การเรียกร้องให้ประเทศที่ละเมิดข้อตกลง ต้องจ่าย "ค่าชดเชยอย่างเต็มรูปแบบ" ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ผลกระทบสำคัญต่อไทย
-แรงกดดันด้านกฎหมายและการค้าโครงสร้างใหม่: แม้ข้อมติจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่การที่ศาลโลกชี้ว่าการละเลยโลกร้อนคือ "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" จะทำให้ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงอาจเจอมารตการทางการค้าจากประเทศคู่ค้าที่สามารถหยิบยกประเด็นนี้นำมาเป็นเงื่อนไข
-ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานแบบดั้งเดิม: ข้อเรียกร้องให้ "ทยอยยกเลิกเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล" จะกระทบต่อโครงสร้างราคาพลังงานในไทย การอุดหนุนราคาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติในอนาคตจะทำได้ยากขึ้น และบีบให้ภาคธุรกิจพลังงานไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเร็วขึ้นกว่าเดิม
อ้างอิง : UN
Global Compact Network Thailand,the
guardian และ abcnews