xs
xsm
sm
md
lg

บารมี : สิ่งที่ผู้นำผู้อยู่ในใจคนไทยจะต้องมี / เอนก เหล่าธรรมทัศน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผมทำงานการเมืองและบริหารมายาวนานกว่าสามสิบปี

ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการเป็นหัวหน้าพรรค เคยเป็นรัฐมนตรี เคยทำงานใต้นายกรัฐมนตรีมาหลายท่าน หลายรัฐบาล และหลายวิกฤตของประเทศ เคยร่วมงานกับผู้คนหลากหลาย ตั้งแต่คนบาปและนักล่อลวง ไปจนถึงนักปราชญ์และนักบุญที่หาได้ยาก

ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้ผมตระหนักว่า ผู้นำในโลกนี้มีอยู่สามประเภทเท่านั้น

หนึ่ง คือ ผู้นำที่มีบารมีจริง
สอง คือ ผู้นำที่มีบารมีเทียม
สาม คือ ผู้นำที่ไม่มีบารมีเลย

และเป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า ความแตกต่างทั้งสามประการนี้แทบไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง ทรัพย์สิน หรือปริญญาบัตรใด ๆ

สามโฉมหน้าของผู้นำ

>ผู้นำที่ไม่มีบารมีเลย

ผู้นำประเภทนี้พบได้ทั่วไปในระบบราชการและองค์กรที่ใช้เส้นสายหรืออาวุโสเป็นเกณฑ์ โดยไม่เคยพิจารณาถึง "ใจ" ของคนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่ง

พวกเขาอยู่ได้ด้วยอำนาจตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว ตรงกับสิ่งที่ Max Weber เรียกว่า Rational-Legal Authority คือมีตราประทับ มีคำสั่งแต่งตั้ง แต่ไร้ซึ่งแรงดึงดูดใด ๆ ต่อหัวใจผู้ตาม

นี่คือความแห้งแล้งทางจิตวิญญาณขององค์กร ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเกลียด มีแต่เพียงความเฉยชา และในที่สุดก็ไร้ผู้ภักดี

>ผู้นำที่มีบารมีเทียม

ผู้นำที่ต่อหน้าผู้คนลุกขึ้นให้เกียรติ แต่ลับหลังกลับสาปส่ง... ผมเรียกสิ่งนี้ว่า บารมีเทียม หรือลักษณะแห่ง "ผู้นำแบบเจ้าพ่อ"

สูตรสำเร็จของผู้นำแบบเจ้าพ่อนั้นเรียบง่าย "ผู้ใดภักดีได้ดี ผู้ใดท้าทายพินาศ"

พวกเขามากด้วยทรัพย์และเส้นสาย มีเสน่ห์ในการพูด แต่บกพร่องในการฟัง ใจกว้างเมื่อให้รางวัล แต่ใจคับเมื่อถูกท้วงติง บริวารที่แวดล้อมจึงภักดีด้วยผลประโยชน์ หาใช่ด้วยความเคารพยำเกรง

Weber อธิบายว่า Charisma เกิดจากการ "รับรู้" ของผู้ตามว่าผู้นั้นพิเศษ แต่นี่คือช่องโหว่ทางทฤษฎีที่พุทธไทยเราอุดได้อย่างแนบสนิท เพราะเราแยกขาดว่า คาริสม่าไร้ศีลธรรมคือบารมีเทียม และมันจะแหลกสลายเมื่ออำนาจหมดลง

กว่าสามสิบปี ผมเห็นผู้นำแบบนี้มานักต่อนัก ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ ครั้นถึงคราวตกต่ำกลับไม่มีใครเหลียวแล

>ผู้นำที่มีบารมีจริง

ผู้นำที่มีบารมีจริงนั้นหาได้ยากที่สุด

พวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินมาพร้อมขบวน ไม่ต้องส่งเสียงดัง ไม่ต้องข่มขู่ ไม่ต้องสร้างภาพ

James MacGregor Burns เรียกผู้นำลักษณะนี้ว่ามี Transformational Leadership คือความสามารถในการยกระดับจิตวิญญาณผู้ตามให้สูงส่งกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

แต่ในทางพุทธไทย เรามีคำเรียกที่สั้นกว่า ลึกซึ้งกว่า และทรงพลังกว่า คือ "บารมี" และแก่นแท้ของผู้นำที่มีบารมีจริงนั้นก็คือการเป็น "ธรรมราชา" ผู้ยึดมั่นใน ธรรมาธิปไตย เป็นเข็มทิศนั่นเอง

ธรรมราชาไม่ใช่สมบัติของกษัตริย์

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า "ธรรมราชา" ก็เข้าใจไปว่าหมายถึงสถาบันกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว

อันที่จริง ธรรมราชาแปลตรงตัวว่า "ผู้นำที่ถือเอาธรรมะเป็นใหญ่" หาเกี่ยวกับชาติกำเนิดหรือสถานะทางสังคมไม่

นายกรัฐมนตรีก็เป็นธรรมราชาได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นธรรมราชาได้ หัวหน้าพรรค ครูใหญ่ หรือแม้แต่พ่อแม่ผู้ปกครองครอบครัว หากยึดธรรมเป็นหลักชัยในการนำพาผู้อื่น ท่านก็คือธรรมราชา

สิ่งที่ทำให้ผู้นำเหล่านี้ "เป็น" ธรรมราชาได้แท้จริงนั้นไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือการยึดมั่นใน "ธรรมาธิปไตย" เป็นเข็มทิศแห่งการตัดสินใจ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต) อธิบายไว้อย่างแจ่มแจ้งว่า ธรรมาธิปไตย คือการยึดธรรมะ ได้แก่ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม และประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ อยู่เหนืออัตตาธิปไตยที่เอาความเห็นตนเป็นประมาณ และเหนือโลกาธิปไตยที่ลู่ลมไปตามเสียงเชียร์

ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เตือนไว้อย่างถึงแก่นว่า ประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรมนั้นเป็นระบบที่เลวร้ายที่สุด เพราะเปิดโอกาสให้กิเลสของแต่ละคนออกมายื้อแย่งกันอย่างไม่มีขอบเขต ท่านเรียกการเมืองที่ปราศจากศีลธรรมว่าไม่ใช่การเมือง

หากแต่คือ "การต่อสู้แย่งชิง" และย้ำหนักแน่นว่า ธรรมะกับการเมืองเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมืองก็กลายเป็นเรื่องทำลายโลกขึ้นมาทันที

นี่คือคำเตือนที่หนักแน่นด้วยสัจจะ การเมืองที่ผู้นำไม่เคยถามตนเองว่า "สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่" คือการเมืองที่กำลังเดินไปสู่ความพินาศ

ผมเคยทำงานกับผู้นำท่านหนึ่งซึ่งกล้าตัดสินใจลงโทษลูกน้องใกล้ชิดที่ทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งที่คนผู้นั้นเคยเป็นหัวคะแนนคนสำคัญ เมื่อถามว่าไม่เสียดายฐานเสียงหรือ ท่านตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นว่า

"เสียฐานเสียงยังดีกว่าเสียธรรมะ"

นี่คือธรรมาธิปไตยที่จับต้องได้ หาใช่เพียงวาทกรรมในตำรา

บารมีที่แท้ต้องมีปัญญาเป็นอาวุธ

ถึงตรงนี้ต้องกล่าวตามตรงว่า ความดีอย่างเดียว โดยไม่มีความรู้ ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มียุทธศาสตร์ ก็เป็นได้เพียง "นักบุญในกระท่อม" ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงโลก

บารมีที่ใช้การได้จริงต้องตั้งอยู่บนเสาหลักสี่ประการ

หนึ่ง วิสัยทัศน์
ผู้นำที่มีบารมีล้วนมีสายตาที่มองทะลุปัจจุบันไปถึงอนาคต พวกเขาไม่ได้คิดแค่การเลือกตั้งครั้งหน้า แต่มองถึงคนรุ่นถัดไป

สอง ยุทธศาสตร์
ของดีต้องการวิถีทางที่ดีในการนำไปสู่เป้าหมาย ผู้นำที่ชาญฉลาดรู้จักจังหวะ รู้ว่าเมื่อใดควรรุก เมื่อใดควรรับ เมื่อใดควรเงียบ และเมื่อใดควรกล่าววาจาสู่สาธารณะ

สาม ความรู้
ผู้นำที่รู้น้อยแต่วินิจฉัยใหญ่คือหายนะของบ้านเมือง ความรู้ตรงนี้หาใช่แค่ปริญญาบัตร หากคือการรู้จริงในเรื่องที่ตนรับผิดชอบ รู้ลึก รู้กว้าง และรู้เท่าทันสถานการณ์

สี่ รู้ทันคน
สามสิบปีสอนให้ผมรู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแต่คนดี มันเต็มไปด้วยคนโกงที่เข้ามาหาประโยชน์ คนหลอกที่พูดหวานแต่เจตนากลวง คนขู่ที่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ คนโลภที่มองทุกอย่างเป็นสมการผลประโยชน์ และคนหลงที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ผู้นำที่ไร้บารมีจะตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้
ผู้นำที่มีบารมีเทียมจะใช้คนเหล่านี้เป็นเครื่องมือ
แต่ผู้นำที่มีบารมีแท้เท่านั้นที่จะ รู้ทัน

รู้ทันโดยไม่ต้องตอบโต้ด้วยเล่ห์กลเยี่ยงพวกเขา แต่รู้ทันด้วยดวงตาแห่งปัญญา แล้วจัดการด้วยความถูกต้องและระบบอันโปร่งใส

ธรรมะที่ไม่รู้เท่าทันกลโกงของมนุษย์ คือธรรมะที่อ่อนแอ

สิ่งที่ตำราตะวันตกอธิบายไปไม่ถึง

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุใด Weber ผู้วางรากฐานเรื่อง Charisma จึงไม่เคยแยกแยะระหว่างบารมีแท้กับบารมีเทียม และเหตุใด Burns ผู้คิดค้น Transformational Leadership ก็มิได้สาวลึกลงไปถึงต้นธารแห่งเจตนาของผู้นำ

คำตอบที่ผมค้นพบคือ โลกตะวันตกมองจากพฤติกรรมภายนอก วัดเฉพาะสิ่งที่สัมผัสได้

แต่พุทธไทยเรากล้าถามให้ลึกกว่านั้นว่า "ท่านทำดีเพื่ออะไร"

เพื่อให้คนรักหรือ
เพื่อเป็นใหญ่หรือ
เพื่อให้เป็นที่จดจำหรือ

ถ้าคำตอบใด ๆ วกกลับมาที่ตัวตนของท่าน นั่นหาใช่บารมีไม่... มันคือกิเลสที่สวมคราบแห่งความดี

บารมีแท้แบบพุทธไทยจึงเกิดจากการขัดเกลาอย่างเงียบงันและต่อเนื่องยาวนาน จนถึงจุดที่ว่า "ทำดีโดยมิต้องให้ใครรู้"

พลังของผู้นำที่เสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ นั้นมาจากไหน ตำราฝรั่งยังตอบได้ไม่หมด ทว่าคำตอบจากพุทธไทยคือ บารมี

บารมีที่เกิดจากการให้โดยไม่นับจำนวน การเสียสละซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการยืนหยัดในธรรมโดยไม่ปรารถนาแม้แต่เสียงปรบมือ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ส่งท้าย: จากผู้สังเกตการณ์สู่ผู้ร่วมสร้าง

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้ในฐานะผู้มีบารมี หากแต่เขียนในฐานะผู้เฝ้าสังเกตการณ์บนถนนการเมืองมายาวนาน ผมเองยังอยู่ห่างไกลจากการเป็นผู้นำที่มีบารมีอย่างแท้จริง และตระหนักดีว่านี่คือปณิธานที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการขัดเกลา

แต่สิ่งที่ผมพอทำได้ และตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด คือการเสนอแว่นตาและกรอบคิดให้พวกเราได้มองเห็นร่วมกันว่า ผู้นำที่แท้จริงนั้นมีหน้าตาเช่นไร

เพื่อที่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพลเมือง นักการเมือง ข้าราชการ หรือพ่อแม่ในครัวเรือน จะได้ช่วยกันสร้างผู้นำที่มีบารมีแท้ขึ้นมาในสังคมไทย

ไม่ใช่ด้วยการเฝ้ารอให้ใครสักคนลงมาจากสวรรค์

แต่ด้วยการตั้งคำถามให้หนักแน่นขึ้นว่า เราเลือกใคร เราเชิดชูใคร และเรายอมให้ใครมีอำนาจเหนือชีวิตของเรา

เมื่อคนไทยทั้งประเทศเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างบารมีเทียมกับบารมีแท้ได้อย่างคมชัด เมื่อนั้นเราจะไม่หลงไปกับมายาของเสียงโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป และเมื่อนั้นสังคมการเมืองของเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่การปกครองด้วยธรรมะอย่างแท้จริง

ถึงวันนั้น ผู้นำที่มีบารมีจะไม่ใช่สิ่งหายากอีกต่อไป

เพราะในสังคมที่รู้จักแยกแยะ บารมีเทียมจะอยู่ไม่ได้ และบารมีแท้จะเกิดขึ้นได้ไม่รู้จบ

บทความโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
นักวิชาการ และอธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

อ้างอิง เพจเฟซบุ๊ค เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas