นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(21พ.ค.69)ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.77 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้างแถวโซนแนวรับ (เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวลง ส่วนราคาทองคำเริ่มแกว่งตัว Sideways) หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนพฤษภาคม ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก (สหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ) หลังตลาดได้รับรู้ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในช่วงเช้าของวันที่ 21 พฤษภาคม แล้ว โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตของญี่ปุ่น ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 54.5 จุด ส่วน ดัชนี PMI ภาคการบริการ ได้ย่อตัวลงสู่ระดับ 50.0 จุด (ดัชนีเกินระดับ 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) รวมถึงรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก จากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED, ECB และ BOE
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยระหว่างวัน เงินบาทอาจได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้นบ้าง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ซึ่งอาจหนุนให้ตลาดหุ้นเอเชียกลับสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยควรจะเห็นการปรับตัวขึ้นพอควรของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ฝั่งเอเชีย ที่จะสามารถหนุนการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินอย่าง เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และ เงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD) ที่อ่อนไหวต่อราคาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor
นอกจากนี้ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในฝั่งสหรัฐฯ อาจช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวไทย ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวไทยมากขึ้นได้ นอกเหนือจากดำเนินกลยุทธ์ Receive Swap มาอย่างต่อเนื่อง หลัง Swap Curve ของไทยได้สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึง 3 ครั้ง ภายในปี 2027 (ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของเราที่มองว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี 2027 ชัดเจน)
อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่าเงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ เว้นเสียว่า สถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก