xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตพลังงาน 2569 และแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน / ศ.ดร.พลายพล คุ้มทรัพย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วิกฤตพลังงานรอบปี 2569 ชี้ให้เราเห็นว่า “เชื้อเพลิงฟอสซิล” โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกจาก สกปรก และแพงแล้ว ยังหาซื้อได้ยากอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อด้วยการนำเข้าจากตะวันออกกลาง

เพราะฉะนั้น ทางออกของวิกฤตพลังงาน ก็คือ การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากที่สุด ในปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน รวมกันเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ถึง 80% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ในช่วง 20 ปีข้างหน้า เราควรสามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลงได้ให้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้เท่าที่เทคโนโลยีจะเอื้ออำนวยได้ก็คือ การหันไปใช้พลังงานในรูปของไฟฟ้าให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการขนส่ง/เดินทาง การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย รวมทั้งการเกษตร เราสามารถลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยหันไปใช้พลังงานในรูปของไฟฟ้าให้มากขึ้นได้ ในขณะเดียวกันไฟฟ้าก็ต้องผลิตจากเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย นั่นก็คือ เชื้อเพลิงที่สะอาดซึ่งมีแนวโน้มต้นทุนที่ลดลงและในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นไปได้ ก็เป็นเชื้อเพลิงที่เราสามารถผลิตได้เองในประเทศ หรืออาศัยวัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุด

“พลังงานสะอาด”ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าอยู่แล้วและที่เราควรจะส่งเสริมให้มีการใช้มากขึ้น คือพลังงานหมุนเวียนชนิดต่างๆ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวลและชีวภาพ (มีทั้งวัสดุเหลือใช้การเกษตร เช่น กากอ้อย แกลบ เหง้ามันสำปะหลัง ซังข้าวโพด เศษไม้ รวมทั้งแก๊สชีวภาพที่ได้จากการหมักพืชต่างๆ เช่น หญ้าเนเปียร์ และมันสำปะหลัง) ขยะก็ยังมีให้ใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้อีกมาก นอกจากนั้น คงเป็นไฟฟ้าจากพลังงานน้ำในเขื่อนของประเทศเพื่อนบ้าน (ในระดับที่ไม่เสี่ยงเกินไป)

โซลาร์เซลล์ทั้งขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์ม, ลอยน้ำ+battery ของ EGAT, ไฟถนน, “canal-top solar”) และขนาดเล็ก (หลังคาบ้าน/อาคาร สูบน้ำเกษตร)

พลังงานสะอาดที่ยังไม่มีการนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าในขณะนี้และที่เราควรนำมาพิจารณาใช้ในอนาคต ก็คือ ไฮโดรเจนสีเขียว และพลังงานนิวเคลียร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าปรมาณูขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า small modular reactor (SMR) PDP ร่างเดิมมีแผนนำเอาไฮโดรเจนมาผสม 5% กับก๊าซธรรมชาติเพื่อทดลองใช้ใรการผลิตไฟฟ้า (และจะเพิ่ม % ขึ้นต่อไป) คาดว่าจะเริ่มใช้ SMR ได้อีก 15 ปีข้างหน้า แต่ก็ต้องเตรียมการในวันนี้เพราะใช้เวลามาก เช่น สร้างความเข้าใจ/ยอมรับในสังคม ออกกฎระเบียบความปลอดภัย เตรียมบุคลากรและอุตสาหกรรมรองรับ เลือกประเทศ/บริษัทเจ้าของเทคโนโลยี และเลือกทำเลที่ตั้ง (SMR: ขนาดไม่เกิน 300 MW, สร้างเร็ว, ปลอดภัย, เลือกที่ตั้งง่ายกว่า, ประโยชน์หลากหลาย เช่น ไอน้ำ green hydrogen)

มีสองเรื่องอย่างน้อยที่จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดเหล่านี้มีมากขึ้นและเป็นจริงได้ในประเทศไทย

เรื่องแรก : ก็คือการจัดทำแผนการการใช้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือที่เรียกว่า PDP (Power Development Plan) ซึ่งดำเนินการวางแผนมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เสร็จเสียที เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดทำให้เสร็จ และแผนพีดีพีนี้ควรจะเน้นให้มีการใช้เชื้อเพลิงสะอาดพลังงานหมุนเวียนที่ได้กล่าวมาแล้วมากขึ้นในช่วง 20 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเหล่านี้มีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในอีก 20 ปีข้างหน้า (ปี พ.ศ. 2590)

เรื่องที่สอง :อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะต้องทำอย่างเร่งด่วนไม่แพ้กันก็คือ การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าหรือ grid ให้มีความเป็นอัจฉริยะและมีความทันสมัยมากขึ้น smart grid (digital + two-way communication) มีความจำเป็นในการส่งเสริมให้ใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น เพราะ

1) จะเป็นระบบที่มีการจัดการเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนไม่แน่นอนมากกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (มีแดดเฉพาะตอนกลางวัน.......) ช่วยในการ monitor and predict

2) สามารถรองรับระบบกักเก็บไฟฟ้า (ESS) คือแบตเตอรี่ ซึ่งจะเก็บไฟฟ้าได้ในช่วงมีการผลิตส่วนเกิน และปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาใช้ได้ในช่วงที่มีความต้องการสูงกว่าการผลิตได้

3) สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายส่วน (decentralized generation VS รวมศูนย์) เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟสามารถเป็นผู้ผลิตขายไฟเข้าระบบได้ด้วย หรือที่เรียกว่า prosumers รวมทั้งมี grid ขนาดเล็กมาก หรือ micro grid ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างเต็มที่ และทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองในด้านพลังงานได้มากขึ้น รวมทั้งอาจส่งเสริมให้มีการซื้อขายไฟระหว่างกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการไฟฟ้าฯ (direct PPA) + data centers

4) สามารถรองรับการติดตั้ง smart meters ซึ่งทำให้การใช้ไฟมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้ demand response และ อัตราค่าไฟแบบ TOU ที่ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับระบบการผลิตได้มากขึ้น (จำเป็นสำหรับการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าที่จะมีจำนวนมากขึ้น)

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยที่จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีความเป็นไปได้มากขึ้นก็คือ กฎกติกาเกี่ยวกับการลงทุนผลิตและการซื้อขายไฟ ซึ่งก็รวมถึงโครงสร้างอัตราค่ากระแสไฟฟ้า และรูปแบบ/แนวทางการอนุญาตให้มีการลงทุนผลิตและซื้อขายไฟที่หลากหลายและเสริมสร้างการแข่งขันกันมากขึ้นเช่น การรับซื้อไฟจากโซลาร์ RoofTop และจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (V to G) การเปิดโอกาสให้ลงทุนใน micro grid การใช้ demand response และอัตราค่าไฟแบบ TOU สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ เป็นต้น

ในอนาคต หลังจากที่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลส่วนใหญ่ถูกทดแทนด้วยพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดต่างๆ แล้ว ก็คงเหลือส่วนที่ยังต้องใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่บ้าง (ซึ่งไม่น่าจะเกิน 20% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และคงไม่ต้องใช้ถ่านหินอีกต่อไปแล้ว) ส่วนนี้น่าจะเป็นยานพาหนะขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก เรือบรรทุกสินค้า และเครื่องบิน ซึ่งอาจใช้แบตเตอรี่ไม่ได้เพราะมีน้ำหนักมากเกินไป จึงยังต้องใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในและน้ำมันปิโตรเลียมอยู่ การทดแทนด้วยพลังงานสะอาดในกรณีเหล่านี้สามารถทำได้โดยใช้น้ำมันชีวภาพในรูปของเอธานอลและไบโอดีเซล รวมทั้งน้ำมันที่ผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว ในรูปของน้ำมันสำหรับเครื่องบินคือ SAF (sustainable aviation fuel) และน้ำมันไบโอดีเซลประเภท HVO (hydrotreated vegetable oil)

ในอนาคตหากไฮโดรเจนสีเขียวมีต้นทุนที่แข่งขันได้และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ก็จะสามารถใช้ทดแทนการใช้น้ำมันปิโตรเลียมในส่วนที่เหลือได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในยานยนต์และเครื่องยนต์ต่างๆ การผลิตไฟฟ้า ความร้อนและไอน้ำในโรงงาน (กลายเป็น green hydrogen economy?)

บทความโดย ศ.ดร.พลายพล คุ้มทรัพย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน คณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์
อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ้างอิง เพจเฟซบุ๊ค Praipol Koomsup