ปตท.มั่นใจผลดำเนินงานในไตรมาส2/69 ดีขึ้นจากธุรกิจE&P ปิโตรเคมีและเทรดดิ้ง ส่วนธุรกิจโรงกลั่นเจอต้นทุนน้ำมันดิบแพงกดดันค่าการกลั่น แย้มสถานการณ์พลังงานโลกเปลี่ยนแปลงจากความขีดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การเจรจาหาพันธมิตรร่วมทุนกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีต้องล่าช้าเชื่อชัดเจนในปีนี้
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานบริษัทในไตรมาส 2/2569 ภาพรวมดีขึ้นจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ที่ราคาและปริมาณขายปิโตรเลียมของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ดีขึ้นตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น และธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจเทรดดิ้งที่จะดีขึ้นด้วย ส่วนธุรกิจโรงกลั่นจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบ บวกค่าCrude Premium ค่าระวางเรือและค่าประกันที่สูงจากการจัดหาน้ำมันดิบในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569
ทั้งนี้ ปตท.มั่นใจว่า ในปี2569 บริษัทจะมีรายได้เติบโตขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้จากการขายรวม 2,662,145 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 90,166 ล้านบาท เนื่องจากมีการบริหารจัดการที่ดีทำให้มีผลประกอบการดีขึ้น โดยไตรมาส1/2569ปตท.มีกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4 %เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ปตท.เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 โดยบริษัท พีทีที เทรดดิ้ง ดำเนินธุรกิจเทรดดิ้งLNGในปีที่แล้วราว 3ล้านตัน คาดว่าปีนี้จะเพิ่มมากขึ้น
นายคงกระพัน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง ที่สำคัญ กลุ่มปตท.การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รับมือวิกฤตได้ทันที
ความคืบหน้าในการหาพันธมิตร เพื่อร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ของปตท.ประกอบด้วย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ,บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC นั้น แม้ว่าปตท.ได้เจรจากับพันธมิตรระดับโลก แต่ยอมรับว่าดีลดังกล่าวอาจล้าช้าออกไป เนื่องจากสถานการณ์พลังงานโลกเปลี่ยนแปลงไป ตากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้การลงทุนในสภาวะที่ไม่ปกติเช่นนี้ต้องรอบคอบมากขึ้น แม้พื้นฐานยังเหมือนเดิม แต่ในด้านรายละเอียดคงต้องดูให้รอบคอบ ซึ่งปตท.จะพยายามให้มีความชัดเจนภายในปี2569
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC สนับสนุนการทำMoU เพื่อศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ PTTGC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปิโตรเคมีไทย สู่ National Champion คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3/2569 ซึ่งดีลดังกล่าวไม่มีผลต่อการหาพันธมิตรร่วมทุนธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีแต่อย่างใด
สำหรับการแทรกแซงราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของทางภาครัฐนั้น ปตท.เชื่อว่าจะเป็นระยะสั้นเท่านั้น แม้ว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของกลุ่มโรงกลั่นจะออกมาดี แต่คงต้องติดตามไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อไป
ส่วนกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางอนุญาตส่งออกน้ำมันอากาศยาน (Jet A1) นั้น เป็นแนวทางที่ดี ช่วยลดปัญหาปริมาณน้ำมันล้นถัง แต่ตอนนี้ความต้องการใช้น้ำมันJet A1ในประเทศแถบนี้ลดลง หลังจีนอนุมัติการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งหลายๆประเทศก็เริ่มส่งออกแล้ว
นายคงกระพัน กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปิดทำเนียบรัฐบาลจัดงาน "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปตท. มีข้อเสนอต่อภาครัฐเรื่องการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานอย่างเต็มที่ รวมทั้งเสนอเร่งเปิดการสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมใหม่โดยเฉพาะแหล่งอันดามัน รวมถึงการต่ออายุสัมปทาน
ที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ และบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Security of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก
ทั้งนี้ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี