xs
xsm
sm
md
lg

ธปท.เตือนเศรษฐกิจไทย"เสือป่วย"ไร้เขี้ยวเล็บ หลุดกับดักโตต่ำยาก หวั่น 5 ปีหลุดแผนที่โลก ชู AI-ลงทุน ทางรอดสุดท้าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวผ่านรายการโทรทัศน์วานนี้ว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่ใช่ "เสือ" หรือหากเป็นเสือก็เป็นเสือที่ป่วยมาก คงไม่มีเขี้ยวเล็บอะไร สมัยที่ได้รับการยกให้เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย GDP ของไทยเติบโตได้ถึง 10%

แต่ปัญหาของไทย คือ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะทุกครั้งที่โดนวิกฤต อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็จะลดลงมาเรื่อยๆ เจอตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตการเงินโลก วิกฤตน้ำท่วม วิกฤตการเมือง วิกฤตโควิด-19 และวิกฤตพลังงาน ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่ำลงเรื่อย ๆ อีกทั้งไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องของประชากรอยู่แล้ว ซึ่งหากไม่พูดถึงวิกฤต ศักยภาพเศรษฐกิจไทยต้องลงต่ำอยู่แล้ว

"10-20 ปีที่แล้ว เราโตได้ 5% สบาย ๆ แบบไม่ต้องทำอะไร แต่ว่าต่อไปนี้ maximum ไม่เกิน 3% สิ่งที่หายไป คือ เรื่องประชากร กำลังแรงงานกำลังลดลง แตกต่างจากสมัยก่อน โตได้ด้วยกำลังแรงงานตัวนี้ประมาณ 2% ของอัตราการขยายตัว แต่ตอนนี้ กำลังแรงงานคือลดลง เพราะประชากรลดลง เด็กเกิดใหม่ก็น้อยลง" นายดอน กล่าว
อย่างไรก็ดี หลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้นมา ประเทศไทยเจอวิกฤตมาโดยตลอด การลงทุนหลายโครงการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลตั้งเป้าเป็นปีแห่งการลงทุนมาหลายปี โดยตัวเลขการลงทุนไตรมาสที่ 1/69 ที่ออกมาดีนั้น หากทั้งปียังคงมีทิศทางแบบนี้อยู่ อาจสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 3% ถ้าหากมีแผนที่ชัดเจนและกระตุ้นการลงทุนได้จริง

"ตอนนี้ เรามาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากในอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ทำอะไร ประเทศเราอาจหายไปจากแผนที่เศรษฐกิจโลก แต่ถ้าหากเราสามารถทำได้ และเรามีโอกาส และเทคโนโลยี AI อย่าคิดว่ามาแทนเรา แต่จะใช้ AI อย่างไรให้พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ทำให้ AI เป็นส่วนหนึ่งให้รถเราไม่ไปสู่ปากเหว" นายดอน ระบุ
สำหรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ของไทยไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% นายดอน กล่าวว่า สูงกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ที่ 2.6% แต่แนวโน้มทั้งปี 69 ธปท.ประมาณการไว้ที่ 2.1% ใกล้เคียงกับสภาพัฒน์ที่คาดการณ์ไว้ที่ 2%

ขณะที่ ธปท. ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 70 ไว้ที่ 1.6% ชะลอลงจากปี 69 จากผลของฐานสูงในปีนี้ แต่หากรัฐบาลสามารถใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินครบทั้ง 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 2 แสนล้านบาทหลังที่เป็นการผลักดันการลงทุนในระยะยาว ก็มีโอกาสจะเห็นเศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวได้มากกว่า 2%

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ในไตรมาส 2/69 คาดว่าจะชะลอลงค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางจนเกิดวิกฤตพลังงาน แต่แนวโน้มไตรมาส 3/69 คาดว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 3% เป็นผลมาจากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนแนวโน้มไตรมาสที่ 4/69 การขยายตัวอาจจะชะลอลงจากฐานสูงในปีก่อนหน้า

"หากไม่มีมาตรการรัฐออกมากระตุ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 จะเป็นไตรมาสที่ขยายตัวสูงที่สุดแล้วในปีนี้ แต่พอมีมาตรการออกมา ก็คิดว่าไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจไทยอาจจะเห็นตัวเลขที่ 3% ได้ และจะปรับลดลงมาในไตรมาสที่ 4 เพราะฐานที่สูงในปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยทั้งปี 2569 คาดว่า GDP จะออกมาที่ 2.1%" นายดอน กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยคือหากสงครามตะวันออกกลางลากยาวออกไปจนถึงสิ้นปี อาจทำให้ GDP โตต่ำกว่า 1% อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงกว่า 5% แต่ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สงครามตะวันออกกลางจะยุติลงได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

นายดอน กล่าวว่า ถึงแม้แนวโน้มจะเติบโตได้ดีขึ้นแต่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ และระยะยาวศักยภาพของไทยก็ไม่ได้สูงมาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเศรษฐกิจไทยระยะยาวไว้ที่ 2.5% ส่วนของ ธปท.ประเมินที่ 2.7% ดังนั้น หากปีนี้โตได้ 2.1% ก็ถือว่ายังต่ำกว่าระดับศักยภาพ ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี

ปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญปัญหา 2 เด้ง คือ วัฏจักรเศรษฐกิจมีปัญหาสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ เป็น shock ทั่วโลกกดดันเศรษฐกิจให้ลดต่ำลง แต่ประเทศไทยจะแย่กว่านั้น เพราะศักยภาพยังไม่ดีขึ้น และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตจะทำให้ศักยภาพลดงมาตลอด

ไทยติดกับดัก "Low Growth Trap" ยาวนาน
นายดอน กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้มีการหารือกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ในเรื่องที่ประเทศไทยติดกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ (Low Growth Trap) มาเป็นเวลานาน ควรต้องเร่งหาทางออก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นชั่วคราวไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจจริง จึงยังไม่เห็นตัวเลข GDP ติดลบ ถือว่าพอไปได้

ด้านนโยบายการเงินในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ถือว่าอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย และน่าจะรองรับสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่ ธปท.ใช้มาตรการทางด้านการเงินโดยเฉพาะไปแล้ว เช่น คุณสู้เราช่วย SME Credit Boost และ Secure+ ที่จะสามารถกู้ได้โดยใช้หลักประกันเพื่อเติมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ ก็จะเป็นมาตรการเสริม และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง รวมทั้งที่ ธปท.หารือกับธนาคารพาณิชย์ให้เดินหน้าในการดูแลปัญหาให้กับลูกค้า

"เราค่อนข้างโชคดี พอเจอวิกฤตพลังงาน ประเด็นที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมา คือ เงินเฟ้อ ถ้าตอนเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กนง.ไม่ได้ลดดอกเบี้ย ตอนนี้อาจจะไม่ได้ลด เพราะกรรมการ น่าจะกังวลความเสี่ยงเงินเฟ้อแล้วดอกเบี้ยก็อาจจะอยู่ที่ 1.25% ซึ่งสูงกว่านี้ แต่ 1% ก็คิดว่าก็พอประคองได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่มาตรการด้านการคลัง ถือว่ามาถูกจังหวะ เพียงแต่ว่าจะต้องแบ่งระหว่างการกระตุ้นระยะสั้น กับผลระยะยาวให้ชัดเจน" นายดอน กล่าว
ส่วนเรื่อง Stagflation ยืนยันว่าโอกาสเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเงินเฟ้อไทยมีไดนามิก หรือพลวัตรแตกต่างกับต่างประเทศค่อนข้างมาก ก่อนเกิดวิกฤตพลังงานคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ต่ำกว่า 1% และเทียบกับต่างประเทศที่เมื่อเกิดวิกฤตเงินเฟ้อขึ้นไปแล้วจะลงช้า หรือไม่ค่อยลง ซึ่งแตกต่างกับไทย

ไม่ปิดประตูลดดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 1% หากจำเป็นจริง
นายดอน ยอมรับว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% นั้น หากสถานการณ์มีความจำเป็นจริง ๆ ก็สามารถปรับลดลงได้ แต่ ณ ตอนนี้ใกล้ถึงขีดจำกัดของนโยบายการเงินมากแล้ว เนื่องจาก 1% ถือว่าต่ำมาก ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ลงไปต่ำถึง 0.5% เนื่องจากขณะนั้นเศรษฐกิจติดลบ แตกต่างจากขณะนี้ที่คาดการณ์ว่าทั้งปียังขยายตัวเป็นบวกได้ และมองว่าหากลดดอกเบี้ยก็อาจไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจมากนัก

"การลดดอกเบี้ย ช่วยในเรื่องของภาระหนี้ให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง แต่เราเคยไปดูว่าการลดดอกเบี้ยกับการใช้มาตรการของสถาบันการเงิน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ช่วยได้เยอะกว่า เช่น ยืดหนี้ พักดอกเบี้ยในบางช่วงเวลา ซึ่งตอนนั้นช่วยในสถานการณ์โควิด แต่สถานการณ์ปัจจุบันมองว่า การพักหนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จำเป็น ต้องดูเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยมาตรการด้านการเงินที่จะออกมานั้น จะเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่คงไม่สามารถบอกได้" นายดอน กล่าว