วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 50 ต่อ 47 เสียง ผลักดันร่างญัตติบีบให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องขออนุมัติรัฐสภาก่อนใช้กำลังทหารกับอิหร่านต่อไป โดยมี ส.ว.ริพับลิกันแปรพักตร์ร่วมหนุน 4 เสียง สะท้อนแรงเสียดทานทางการเมืองที่กำลังบีบรัดทำเนียบขาว จากปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อนาน 3 เดือน ซ้ำเติมราคาพลังงานโลกพุ่งไม่หยุด ด้านนักวิเคราะห์ชี้ ตลาดคริปโตจับตาความขัดแย้งนี้ใกล้ชิด หากคลี่คลายอาจจุดชนวนแรงดีดกลับของราคาบิทคอยน์อย่างมีนัยยะสำคัญ
ความพยายามของสภาคองเกรสในการดึงอำนาจคืนจากมือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวสู่หมุดหมายแรก เมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 47 เห็นชอบให้เดินหน้าร่างญัตติว่าด้วยอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) ที่จะบังคับให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านต่อไป
การลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ปรากฏว่า ส.ว.จากพรรคริพับลิกันจำนวน 4 รายลงคะแนนหนุนร่างกฎหมายของพรรคเดโมแครต ส่งสัญญาณแรงกดดันภายในที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อาจมองข้าม แม้ร่างญัตตินี้จะเพิ่งผ่านด่านขั้นตอนเชิงกระบวนการ แต่ก็ตอกย้ำข้อถกเถียงเชิงรัฐธรรมนูญที่กำลังร้อนแรงขึ้นทุกขณะ นั่นคือ อำนาจในการประกาศสงครามและส่งกำลังพลนั้นเป็นของสภาคองเกรส มิใช่ของประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียว
ทิม เคน สมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายนี้ ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X อย่างเผ็ดร้อนว่า เวลาผ่านไปแล้ว 80 วัน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดฉาก “สงครามที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ต่ออิหร่าน พร้อมย้ำว่า “สภาคองเกรสมีอำนาจที่จะยับยั้งความขัดแย้งที่ไร้ความรอบคอบนี้ วันนี้ควรเป็นวันที่วุฒิสภาบอกประธานาธิบดีให้ยุติสงครามหายนะของเขาเสียที”
ด้านบิล แคสซิดี ส.ว.ริพับลิกันที่ลงมติเห็นชอบ สะท้อนความอึดอัดของสมาชิกสภาไม่น้อยเมื่อระบุว่า แม้ตนจะสนับสนุนความพยายามทำลายโครงการนิวเคลียร์อิหร่านของรัฐบาล แต่ทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมกลับทำให้รัฐสภา “มืดแปดด้าน” เกี่ยวกับปฏิบัติการเอพิค ฟิวรี (Operation Epic Fury) ที่ดำเนินอยู่
สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาเกือบสามเดือนแล้ว ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดและราคาพลังงานโลกทะยานขึ้นกดดันเศรษฐกิจทั่วโลก ร่างกฎหมายนี้หากผ่านความเห็นชอบจากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร จะบีบให้ทรัมป์ต้องถอนกำลังทหารออกจากอิหร่าน เว้นแต่จะได้รับไฟเขียวจากรัฐสภาให้สู้รบต่อ ทว่าเส้นทางยังอีกยาวไกล เมื่อสภาผู้แทนราษฎรที่นำโดยพรรคริพับลิกันยังคงเป็นปราการแข็งแกร่ง และประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีอำนาจวีโต้ ซึ่งการล้มล้างวีโต้ต้องอาศัยคะแนนเสียงสองในสามจากทั้งสองสภา นับเป็นเดิมพันที่สูงลิ่วอย่างยิ่ง
มิติที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาเป็นพิเศษ คือ ปฏิกิริยาลูกโซ่ของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อตลาดคริปโต ตลอดช่วงเกือบสี่เดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ดิจิทัลเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ไร้แรงฟื้นตัวชัดเจน โดยมีปัจจัยลบจากทั้งสงครามและภาวะเงินเฟ้อสูงกดทับ
ความเป็นไปได้ที่สงครามอิหร่านจะยุติลง จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่อาจจุดชนวนให้ตลาดกลับมาคึกคัก หากเศรษฐกิจฟื้นตัวและความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงหวนกลับมา
ขณะที่ ทิม ซัน นักวิจัยอาวุโสของกลุ่มแฮชคีย์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวคอยน์เทเลกราฟว่า การเดินหน้าญัตติของวุฒิสภาเป็นสัญญาณที่ “บ่งชี้โดยตรงว่าทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อการใช้กำลังทหารของเขา” พร้อมทั้งประเมินว่า สัญญาณนี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งเชิงบวกอย่างอ่อน” ให้กับสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม มากกว่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาด เพราะตลาดยังคงให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก
“หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลง และผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอีก ก็จะลดความเสี่ยงด้านมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด และส่งเสริมให้เกิดจุดเปลี่ยนเชิงบวกในตลาดคริปโต” ทิม ซัน ระบุ
ในมุมมองที่หนักแน่นกว่า อันดรี เฟาซาน อัดซิมา หัวหน้าฝ่ายวิจัยจากสถาบันวิจัยบิททรู ชี้ว่า ความคืบหน้าของร่างกฎหมายจำกัดอำนาจสงครามนี้คือ “ตัวเร่งขาขึ้นที่ทรงพลังสำหรับคริปโต น่าจะจุดประกายให้เกิดแรงดีดกลับของราคาบิทคอยน์ในระดับ 6% ถึง 10% ได้ในไม่กี่วันข้างหน้า” โดยอ้างอิงบทเรียนในอดีตที่พาดหัวข่าวเรื่องการลดระดับความรุนแรงของสงคราม เคยทำให้ราคาบิทคอยน์กระโดดขึ้น 3% ถึง 5% ในชั่วข้ามคืนมาแล้ว
“และด้วยที่บิทคอยน์ยังยืนเหนือระดับ 76,000 ถึง 77,000 ดอลลาร์ได้ สถานการณ์นี้จะช่วยลดแรงกดดันจากการขายสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มกระแสเงินทุนไหลเข้า” อันดรี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ณ เวลาที่รายงานนี้ ตลาดยังไม่ได้ตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวในรัฐสภามากนัก ราคาบิทคอยน์ยังอยู่ในระดับทรงตัวโดยเคลื่อนไหวราว 76,500 ดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทิ้งปริศนาว่าแรงซื้อตามประเด็นสงครามครั้งใหญ่กำลังรอจังหวะที่การเมืองในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เดินทางมาถึงจุดแตกหักหรือไม่