“กกพ.” หนุนรัฐบาลรื้อสัญญาไฟฟ้า เคาะราคาลดค่าไฟอย่างเป็นธรรม พร้อมซัพพอร์ตข้อมูลและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่โดยเฉพาะข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าAdderและFiTที่มีสัญญาขายไฟไม่หมดอายุ ทำให้ค่าไฟสูงต่อคณะกรรมการฯที่นายกฯแต่งตั้ง
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งที่ 137/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนนั้น กกพ. พร้อมสนับสนุนข้อมูลและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เนื่องจากจะเป็นแนวทางที่สามารถลดค่าไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย
ทั้งนี้ กกพ. เคยนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้พิจารณาปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ต้นทุนการผลิตและราคารับซื้อไฟฟ้าในอดีตไม่สอดคล้องกับปัจจุบันที่ต้นทุนลดลงมากหลายเท่าตัว แต่ยังรับซื้อในราคาเดิม ส่งผลให้ประชาชนแบกรับค่าไฟฟ้าเกินจริง ประมาณหน่วยละ 13 - 17 สตางค์ หรืออาจทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลตอบแทนในระดับสูง โดยมีมูลค่ารวมในระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตไฟฟ้าในแต่ละปี
ก่อนหน้านี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับข้อเสนอของ กกพ. ไปพิจารณา โดยยังมีประเด็นข้อกฎหมายและเงื่อนไขสัญญาที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น กกพ. จึงเห็นควรให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 65(1) ที่กำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้าต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และมาตรา 65(4) ที่กำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้าต้องเป็นธรรมทั้งต่อผู้ใช้พลังงานและผู้ประกอบการ
“ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ เงื่อนไขในสัญญาขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้หรือไม่ หากพิจารณาแล้วว่า เงื่อนไขในสัญญาไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายจะต้องพิจารณาว่าควรยึดตามเงื่อนไขในสัญญา หรือหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” นายพูลพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นรองประธานกรรมการ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญด้านพลังงาน กฎหมาย เศรษฐกิจ และการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมเป็นกรรมการ รวมถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานร่วมเป็นกรรมการด้วย
สำหรับอำนาจหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการฯ ได้แก่ การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเงื่อนไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่อาจไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและหลักความเป็นธรรม โดยเฉพาะในส่วนค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payment: EP) เพื่อให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย ความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทุกฝ่าย และช่วยดูแลภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาว
การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้นับเป็นอีกกลไกสำคัญในการทบทวนแนวทางบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานของประเทศ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการดูแลภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน