xs
xsm
sm
md
lg

กรมพัฒน์ลุยสอบนอมินีพื้นที่ท่องเที่ยว หลังสแกนเจอต่างชาติทำธุรกิจ 45,356 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับลูกนายกรัฐมนตรี ลุยปราบและชี้เป้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีทำธุรกิจในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ทั้งพะงัน สมุย ภูเก็ต พังงา กระบี่ พัทยา หัวหิน ปาย เผยหลังสแกนเจอต่างชาติถือหุ้นในบริษัทสูงถึง 45,356 ราย จากธุรกิจที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ 88,236 ราย เตรียมตรวจเชิงลึก หากพบผิดฟันไม่เลี้ยง และส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ เพื่อกวาดล้างให้สิ้นซาก

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้สั่งการให้กรมที่เป็นหน่วยงานตั้งต้นในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานนำวิถีชี้เป้าให้หน่วยงานราชการอื่น ๆ ทำหน้าที่ปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อกวาดล้างเครือข่ายชาวต่างชาติ ที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายไทย

ทั้งนี้ กรมได้ทำการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในพื้นที่เป้าหมาย รวม 88,236 ราย มีต่างชาติร่วมถือหุ้น 45,356 ราย แยกเป็น เกาะพะงัน จำนวน 3,754 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,381 ราย เกาะสมุย จำนวน 12,050 ราย มีชาวต่างชาติ ร่วมถือหุ้น 8,213 ราย จังหวัดภูเก็ต จำนวน 29,646 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 11,626 ราย จังหวัดพังงา จำนวน 1,685 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 346 ราย จังหวัดกระบี่ จำนวน 3,587 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 749 ราย อำเภอบางละมุง (พัทยา) จำนวน 33,314 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 19,910 ราย อำเภอหัวหิน จำนวน 4,061 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,081 ราย และอำเภอปาย จำนวน 139 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 50 ราย


โดยแนวทางการดำเนินการ กรมจะเร่งตรวจสอบในกลุ่มที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายนอมินี อาทิ บริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นในสัดส่วนสูงสุดตามกฎหมายกำหนด แต่กลับให้สิทธิ์คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท รวมถึงกรณีที่พบคนไทยถือหุ้นหรือเป็นกรรมการซ้ำซ้อนในหลายบริษัทอันผิดปกติวิสัย ซึ่งอาจเป็นการอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000–1,000,000 บาท โดยหากตรวจสอบพบ จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจกฎหมายที่มีอยู่ด้วย

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังจะเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยจะมีคำสั่งให้นายทะเบียน ซึ่งทำหน้าที่รับจดทะเบียน ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนว่ามีการร่วมลงทุนในการจัดตั้งนิติบุคคลจริงหรือไม่ หากไม่มีการลงทุนจริง จะทำการปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนทันที แต่ในการเพิ่มความเข้มงวดดังกล่าว จะยังคงรักษาสมดุลในการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายควบคู่กันไปด้วย

ก่อนหน้านี้ กรมได้ดำเนินการป้องกันการจดทะเบียนบริษัทมีความเข้มงวดขึ้น โดยได้ออก 2 คำสั่งที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และ 1 เม.ย.2569 มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้การขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี จะต้องส่งหลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยให้กับนายทะเบียนเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง และการกำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจภายหลังออกคำสั่งดังกล่าว ได้ช่วยลดจำนวนนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินีได้อย่างมีนัยยะสำคัญถึง 75% แต่จะต้องเพิ่มมาตรการเพื่อให้จัดการได้ครบทั้ง 100%