xs
xsm
sm
md
lg

จับตาVirtual Bankดันหุ้นบริษัทแม่ KTB-ADVANC และORจ่อขยับก่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:




เมื่อ Virtual Bank รายแรก “CLICX” ใกล้รันระบบ หลายฝ่ายคาด บริษัทแม่เตรียมรับประโยชน์ผ่านผลตอบแทนและราคาหุ้น จากความสนใจของนักลงทุนต่อหุ้น KTB , ADVANC และ OR แนะจับตาอีก 2 กลุ่มทุนใหญ่เติบโตไม่น้อยหน้า SCBX และ “ซีพี” ด้วยจุดเด่นแต่ละกลุ่มที่แตกต่าง ทั้งจากการครอบคลุมครบวงจรค้าปลีก และการรับเทคโนโลยีปล่อยกู้ทรงพลังจากพันธมิตรต่างชาติ คาดหลังเปิดให้บริการ ไม่เกินปีเริ่มเห็นผล แม้ช่วงแรกต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของระบบในระดับที่สูง


เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง อนุญาตให้ ธนาคารคลิกซ์ หรือ CLICX ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) และธุรกิจบริการชำระเงินภายใต้การกำกับอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2569

สำหรับ CLICX เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) , ธนาคารกรุงไทย (KTB) และ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ซึ่งผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความเชี่ยวชาญทางการเงิน และระบบนิเวศธุรกิจที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

ที่ผ่านมา CLICX ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้จัดตั้ง Virtual Bank ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ก่อนร่วมกันจัดตั้งบริษัท ธนาคารคลิกซ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านระบบและยื่นขอใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ CLICX จะดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ‘Bank in One CLICX’ มุ่งสู่การเป็น Beyond Banking ผ่านการฝังบริการทางการเงินเข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานอย่างไร้รอยต่อ พร้อมใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม Unserved และ Underserved เข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น

 Virtual Bankเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำลังทำให้ฉากทัศน์ของระบบสถาบันการเงินในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ หลังจาก ธปท. และกระทรวงการคลัง ดำเนินนโยบายเปิดเสรีใบอนุญาต (License) จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกโยนหินถามทางและเปิดรับฟังความคิดเห็นมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อมุ่งหวังทลายข้อจำกัดของธนาคารดั้งเดิมที่มีต้นทุนสาขาสูง และต้องการแก้ไขปัญหากลุ่มประชาชนฐานรากรวมถึง SMEs รายย่อยที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ (Unserved และ Underserved) จนกระทั่งราชกิจจานุเบกษาประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการในต้นปี 2567

และนำมาสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวันที่ 19 มิถุนายน 2568 เมื่อภาครัฐไฟเขียวอนุมัติให้ 3 กลุ่มทุนใหญ่ ชนะการคัดเลือกและคว้าไลเซนส์ไว้ในมือ ท่ามกลางกรอบเวลาบังคับเตรียมความพร้อมระบบไอทีเพื่อเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี ซึ่งทำให้ในเวลานี้ (พฤษภาคม 2569) สมรภูมิเดือดกำลังก้าวเข้าสู่จุดเดือดสูงสุด โดยมีทั้งกลุ่มทุนที่สับเกียร์ห้าพร้อมปาดหน้าเปิดตัว และกลุ่มทุนที่ยังติดหล่มเกมปรับโครงสร้างภายใน



 SCBXกับพิมพ์เขียวใหม่จากพันธมิตร



สำหรับกลุ่มแรกคือ กลุ่มคอนซอร์เทียมล้ำเทคโนโลยี SCBX , KakaoBank และ WeBank ถือเป็นการรุกคืบอย่างต่อเนื่องของ ธนาคารไทยพาณิชย์ จากเดิมที่ประกาศทรานส์ฟอร์มโครงสร้างองค์กรครั้งประวัติศาสตร์ จัดตั้ง SCBX (เอสซีบี เอกซ์) ขึ้นเป็น "ยานแม่" (Mothership) เพื่อสลัดคราบจากการเป็นเพียงแค่ธนาคารดั้งเดิม (Traditional Bank) มุ่งสู่การเป็น "กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินระดับภูมิภาค"

สิ่งที่น่าสนใจคือ ยุทธศาสตร์หลักของ SCBX ที่ต้องการแยกบริษัทลูกออกไปลุยธุรกิจที่มีการเติบโตสูงและไร้พรมแดน โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีล้ำสมัย และการโดดเข้าร่วมศึก Virtual Bank ในครั้งนี้ จึงเป็นไฟลท์บังคับที่ SCBX "ต้องชนะ" เพื่อพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์ยานแม่ที่วางไว้สามารถกินรวบตลาดการเงินยุคใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

โดยผลประกอบการที่ผ่านมา (2566 – 2568) SCB มีงบการเงินล่าสุดสะท้อนความแข็งแกร่งและกระแสเงินสดในมือที่พร้อมลุยศึกไอทีระดับแสนล้านบาท หลังมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2566 มาเป็น 4.74 หมื่นล้านบาทในปี 2568 แม้ว่ารายได้ฝั่งดอกเบี้ยของธนาคารดั้งเดิมจะโดนกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่กำไรจากพอร์ตการลงทุนข้ามชาติและกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี (Gen 2) กลับเติบโตกระฉูด ทำให้เม็ดเงินกำไรมหาศาลเกือบ 5 หมื่นล้านบาทนี้ ถูกนำมาใช้เป็นสปริงบอร์ดในการลงทุนระบบไอทีหลังบ้านและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมพร้อมรับศึก Virtual Bank โดยเฉพาะ

ขณะที่ KakaoBank (เกาหลีใต้) คือเบอร์หนึ่ง Internet-only Bank แห่งเกาหลีใต้ เติบโตมาจากนิเวศแอปแชต KakaoTalk ล่าสุดผลประกอบการปี 2567 กวาดกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4.40 แสนล้านวอน แถมมีฐานลูกค้าแน่นปึ้กกว่า 25.45 ล้านราย จุดแข็งคือ UI/UX ที่ทำให้คนเสพติดการออมและการกู้เงินบนมือถือแบบไร้รอยต่อ

ส่วน WeBank (จีน) เป็นธนาคารดิจิทัลร้อยเปอร์เซ็นต์รายแรกของจีนที่หนุนหลังโดย Tencent (เจ้าของ WeChat) เป็นผู้นำการปล่อยสินเชื่อรายย่อย โดยผลประกอบการล่าสุดปี 2568 โชว์ความยิ่งใหญ่ด้วยการกวาดรายได้ดำเนินงานไปถึง 3.62 หมื่นล้านหยวน และทุบกำไรสุทธิไปเหนาะๆ 1.10 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 1.53 พันล้านดอลลาร์) ครองส่วนแบ่งกำไรเกือบ 80% ของระบบธนาคารเอกชนจีน จุดแข็งคือ AI และ Big Data ในการคำนวณความเสี่ยงปล่อยกู้ในเสี้ยววินาที

นั่นทำให้เชื่อว่า หาก Virtual Bank ของกลุ่ม SCBX เกิดขึ้น โมเดลนี้จะกลายร่างเป็นธนาคารที่เป็น "AI-First" อย่างแท้จริง โดยดึงคัมภีร์การบริหารหนี้และ AI คัดกรองคนกู้ระดับโลกของ WeBank มาหั่นอัตราหนี้เสีย (NPL) ในไทยเป็นผลบวกต่อกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงคือบริษัทลูกในเครือ SCBX ทั้งหมด โดยเฉพาะการส่งต่อข้อมูลพฤติกรรมการกู้ยืมและคุมพอร์ตสินเชื่อรายย่อย (Consumer Finance) กล่าวคือ หุ้น SCB จะได้พิมพ์เขียวการประเมินความเสี่ยงและโครงสร้างต้นทุนไอทีต่ำ ช่วยแก้ไข Pain Point เรื่องหนี้เสียเดิมในเครือ (เช่น CardX) ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

แม้ในช่วงปี 2569 นี้ SCBX จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายลงทุนระบบ (Development Cost) ร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่างชาติ ซึ่งจะกดดันสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินการเล็กน้อย แต่ไม่กระทบกระแสเงินสดหลัก โดยจะเริ่มเห็นกำไร "เห็นน้ำเห็นเนื้อ" ในช่วง ปลายปี 2570 เป็นต้นไป เพราะเลือกเดินเกมแบบชัวร์ 100% และคุมพอร์ตช่วงแรกแบบปลอดภัย (Conservative)
  




 CLICX คอนซอร์เทียมไร้เทียมทาน CLICX



นี่คือกลุ่มทุนร่วมค้าที่เปิดหน้าไพ่ชัดเจนที่สุดในชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ธนาคารคลิกซ์" (CLICX) โดยกรุงไทย (KTB) ถือหุ้น 41%, AIS ถือ 39% และ OR ถือ 20% เป็นการผสมสูตรเคมีที่ลงตัวที่สุดระหว่าง "เงินทุนบวกความปลอดภัยของรัฐ (KTB)" + "โครงข่ายและฐานข้อมูลประชากร 45 ล้านราย (AIS)" + "จุดแวะพักไลฟ์สไตล์ออฟไลน์ (OR)" ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์แนบแน่นกันมานาน การรวมตัวครั้งนี้คือการสร้างระบบ Embedded Banking ที่ลึกที่สุด โดยยืนยันกำหนดการเดิมในการจัดตั้งเพื่อเตรียมความพร้อมด่านสุดท้ายส่งให้ ธปท. ภายในเส้นตายมิถุนายนนี้อย่างแน่นอน ถือเป็นกลุ่มเดียวที่วิ่งนำหน้าคู่แข่งไปครึ่งก้าวและพร้อมคิกออฟสู่สาธารณะเร็วที่สุด  

สำหรับ OR ปัจจุบันเผชิญมรสุมราคาหุ้นต่ำกว่าราคาจอง (IPO 18 บาท) มาอย่างยาวนาน เนื่องจากธุรกิจน้ำมัน (Oil) ถึงทางตันจากกระแสรถ EV และค่าการตลาดที่ถูกควบคุม การขยับตัวเข้าสู่นอนออยล์ (Non-Oil) อย่างคาเฟ่อเมซอนก็เริ่มอิ่มตัว การโดดเข้าร่วมทุนใน CLICX จึงไม่ใช่แค่การหาธุรกิจใหม่ แต่เหมือน "ยุทธศาสตร์พลิกวิกฤตชีวิต" ผ่านบัตรบลูการ์ด (Blue Card) ทุกครั้งที่คนไทยแวะเติมน้ำมัน ซื้อกาแฟ ชาร์จไฟ EV พฤติกรรมเหล่านั้นจะถูกแปลงเป็น "คะแนนเครดิต" นำมาใช้ปล่อยกู้ร่วมกับข้อมูลการจ่ายค่าโทรศัพท์ของ AIS ที่คัดกรองผ่านโมเดล AI ใหม่ ทำให้สามารถปล่อยกู้ให้กลุ่มคนตัวเล็ก เช่น ไรเดอร์และฟรีแลนซ์ได้ง่ายขึ้น

ด้าน ผลประกอบการ OR ปี 2568 (ล่าสุด) กำไรสุทธิยังคงถูกกดดันทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 9.5 พันล้านบาท – 1 หมื่นล้านบาท สะท้อนภาวะ Margin ที่แคบลงเรื่อยๆ บีบให้ OR ต้องหันไปพึ่งรายได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยจากธุรกิจการเงินเพื่อสร้าง New S-Curve ตัวใหม่พยุงมูลค่าบริษัท

ขณะที่ธนาคารกรุงไทย (KTB)โชว์ผลประกอบการปี 2568 ด้วยกำไรสุทธิทะลุ 41,500 ล้านบาท แข็งแกร่งจากการคุมระบบแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ฐานลูกค้าเข้าถึงระดับรากหญ้าทั่วประเทศ และ AIS (หุ้นADVANC) ผู้นำเบอร์หนึ่งโทรคมนาคม กวาดกำไรสุทธิปี 2568 ไปกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท มีกระแสเงินสดในมือล้นเหลือพร้อมซัพพอร์ตระบบเทคโนโลยี

มีการประเมินว่าหาก CLICX เปิดให้บริการ จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนดำเนินงานต่อรายได้ (Cost-to-income Ratio)ของ KTB ในระยะยาว เพราะระบบไร้สาขาไม่ต้องใช้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ และกุญแจสำคัญคือการส่งต่อฐานลูกค้ากลุ่มรากหญ้าจากแอปฯ รัฐ ให้มาปลดล็อกสินเชื่อดิจิทัลดอกเบี้ยสูงใน CLICX ได้ง่าย โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นกำไรแบบเห็นน้ำเห็นเนื้อในช่วง ครึ่งหลังของปี 2570 เป็นต้นไป หลังพ้นช่วงลงทุนระบบก้อนแรก

ส่วน ADVANC สามารถทำเงินจาก "Data Monetization" คือการแปลงบิ๊กดาต้าลูกค้า 45 ล้านรายให้เป็นรายได้ค่าธรรมเนียมการประมวลผลเครดิต และการขายพ่วง (Cross-selling) สินค้าการเงินเข้าไปในแอป myAIS โดยจะเริ่มเห็นกำไรดันงบรวมอย่างมีนัยสำคัญใน ปี 2571 เป็นต้นไป เมื่อพอร์ตสินเชื่อสะสมโตได้ระดับแสนล้านบาท ขณะที่ OR จะเห็นรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามาค่อนข้างเร็วตั้งแต่ ปี 2570 เป็นต้นไป เพราะเครือข่ายหน้าร้านออฟไลน์ปั๊ม ปตท. ทั่วประเทศพร้อมเปลี่ยนเป็น Touchpoint ทางการเงินได้ทันที

 กลุ่ม“ซีพี”กินรวบค้าปลีก

ส่วนกลุ่มนี้ ไม่มีใครกล้ามองข้าม โดยได้รับใบอนุญาตจัดตั้งในนาม "บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด" (ACM Holding) และมีทัพหน้าคือ Ascend Money (ผู้ให้บริการ TrueMoney Wallet ที่มีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 30 ล้านคน) ร่วมกับเครือข่ายร้านค้าปลีกอย่าง CPALL (7-Eleven) และ CPAXT (แม็คโคร-โลตัส) ที่เพิ่งผ่านมหากาพย์ปรับโครงสร้างควบรวมเพื่อรีดประสิทธิภาพกำไรไปก่อนหน้า

เหตุผลเดียที่ CP ต้องเปิด Virtual Bank เพื่อสร้าง "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการปิดวงจรอิโคซิสเต็ม (Closed-Loop Ecosystem)" เปลี่ยนร้านสะดวกซื้อกว่า 14,000 สาขาให้กลายเป็นเคาน์เตอร์ธนาคารไร้สาขา ดึงระบบซัพพลายเออร์นับแสนรายเข้าสู่ระบบสินเชื่อหมุนเวียน (Supply Chain Financing) เสมือนเงินทองหมุนเวียนอยู่แต่อาณาจักรของกลุ่มทุนแทบไม่รั่วไหลออกไปข้างนอก

สำหรับสภาพหน้าเสื่อ ณ ปัจจุบันของฝั่งซีพีกำลังรอจังหวัคลี่คลาย หลังจากเดือนเมษายน 2569 คณะกรรมการของ CPALL มีมติยังไม่เห็นชอบในการโอนย้าย 3 บริษัทย่อย (เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า) เข้าไปอยู่ใต้กลุ่มธุรกิจการเงินของ ACM Holding ส่งผลให้แผนพิมพ์เขียวภายในยังจัดทัพไม่ลงตัว แผนการยื่นทดสอบระบบไอทีขั้นสุดท้ายกับ ธปท. ยังต้องรอเวลา และทำให้คาดว่าซีพีจำเป็นต้องส่งหนังสือเพื่อขอใช้สิทธิ์ "ผ่อนผันขยายเวลาเปิดดำเนินการเพิ่มอีก 1 ปี" (ขยับไปเปิดตัวจริงกลางปี 2570)

แต่ในอนาคตหากกระบวนการดำเนินงานแล้วเสร็จ จะได้ประโยชน์สูงสุดจากการดึงกลุ่มโชห่วยและผู้ใช้ทรูมันนี่เข้าพอร์ตสินเชื่อ โดยหุ้นกลุ่มค้าปลีกของ CP (CPALL, CPAXT) และ TRUE ในช่วงปี 2569 นี้จะยังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงส่งจากการบริโภคในประเทศและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่วนธุรกิจ Virtual Bank ยังไม่ถูกนำมารวมในประมาณการราคาเป้าหมายเพราะโครงสร้างยังไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้มีการประเมินว่าช่วงเวลาที่จะเริ่มเห็นกำไรแบบเห็นน้ำเห็นเนื้อจาก Virtual Bank อาจล่าช้าออกไปเป็นปี 2571-2572

 

Virtual Bankกระตุ้นราคาหุ้นบริษัทแม่



สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า วงการการเงินไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สงครามของ 3 กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ (Three Kingdoms of Tech-Tycoons) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแต่ละค่ายต่างถือไพ่และจุดแข็งทางกายภาพที่แตกต่างกัน ทว่าจุดสังเกตสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาคือ "โครงสร้างสาขาทางเลือก" ที่ใช้ขับเคลื่อน Virtual Bank

โดยกลุ่ม CLICX มีหน้าร้านออฟไลน์ของปั๊ม OR และศูนย์บริการ AIS และกลุ่ม CP มีอาณาจักรค้าปลีกอย่าง 7-Eleven, โลตัส และแม็คโคร คอยรองรับเป็นจุดแตะต้องสัมผัสทางกายภาพได้อย่างเด่นชัด แต่สำหรับฝั่ง SCBX นั้น พวกเขากลับเลือกความเงียบเชียบและสลัดภาพโครงสร้างตึกปูนออกไปโดยสิ้นเชิง โดยใช้กลยุทธ์ "ธนาคารไร้เงา" (The Ghost Branch) หรือ Pure Digital Play แฝงระบบ "แบงก์เอกซ์" เข้าไปอยู่ในหน้าจอมือถือ แอปพลิเคชันไลฟ์สไตล์ และเกมออนไลน์ยอดฮิตผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง WeBank และ KakaoBank เพื่อตัดต้นทุนให้ต่ำที่สุดและคุมหนี้เสียให้แม่นยำที่สุด

ขณะเดียวกัน หากหันมามองฝั่ง ADVANC บิ๊กบอสหลังบ้านผู้ถือหุ้นใหญ่ตัวจริงก็คือ "ตระกูลรัตนาวะดี" นำโดย สารัชถ์ รัตนาวะดี แห่งอาณาจักร GULF ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มทุนกัลฟ์กระโดดลงมาเล่นในสนามเทคโนโลยีการเงินระดับโลก เพราะก่อนหน้านี้เคยจับมือกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Binance เปิดศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Gulf Binance) ในไทยมาแล้ว

การคว้าตั๋ว Virtual Bank ในนาม CLICX จึงเป็นเสมือน "จิ๊กซอว์ชิ้นใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มและปิดวงจรอิโคซิสเต็มของกลุ่มกัลฟ์ให้ทรงพลังไร้รอยต่อ 100%" และสิ่งที่น่าสนใจคือ ความสามารถจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากอัตราสูงแบบเรียลไทม์ และเปิดวงเงินกู้ด่วนฝังไว้ในซิมการ์ดของลูกค้า 45 ล้านรายทันที ถือเป็นหมากการตลาดที่น่ากลัวในสมรภูมินี้

นั่นทำให้นักลงทุนต้องจับตาว่า การเปิดฉากศึกธนาคารไร้สาขาที่กลุ่มกรุงไทย (CLICX) พร้อมสับเกียร์ห้าปาดหน้าเค้กเปิดตัวฟังก์ชันบริษัทตามกำหนดเวลาเดิมในเดือนหน้า จะสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการกระจายความมั่งคั่งและช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) นำห่างคู่แข่งไปได้ไกลแค่ไหน?

หรือท้ายที่สุดแล้ว พลังปัญญาประดิษฐ์ของ SCBX หรือระบบนิเวศค้าปลีกผูกขาดของเครือซีพี จะสามารถจัดทัพภายในเสร็จสิ้นและพลิกเกมกลับมาทวงบัลลังก์คืนได้หรือไม่ในระยะยาว?

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนและชัดเจนในมุมมองการลงทุนเชิงคุณค่าคือ แพลตฟอร์ม Virtual Bank ของกลุ่มทุนเหล่านี้มีโอกาสสูงมากที่จะสร้างจุดเปลี่ยนเชิงนัยยะสำคัญ (Material Impact) ต่อการเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัทแม่ในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นหากราคาหุ้นของบริษัทแม่เหล่านี้ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าความเป็นจริง (Under-valued) การพิจารณาเข้าลงทุนในจังหวะนี้ ถือว่าน่าสนใจสำหรับการทยอยเข้าซื้อสะสมเพื่อถือลงทุนรับ New S-Curve ก้อนใหม่ ก่อนที่ระบบธนาคารไร้สาขาของแต่ละค่ายจะกดปุ่มรันระบบจริงจนราคาหุ้นพุ่งทะยานเตลิดเปิดเปิง