Vision BMW ALPINA รถต้นแบบรุ่นล่าสุดถูกเผยโฉมอย่างเป็นทางการที่งาน Concorso d’Eleganza Villa d’Este 2026 พร้อมดันแบรนด์ BMW ALPINA แทรกกลางระหว่าง BMW และ Rolls-Royce เน้นจับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์
Vision BMW ALPINA มาพร้อมมิติตัวถังขนาดใหญ่ด้วยความยาวรวม 5,200 มิลลิเมตร รูปลักษณ์ภายนอกเน้นสัดส่วนตัวรถที่กว้างและเตี้ย เส้นสายหลังคาลาดเอียงในรูปแบบรถคูเป้ได้รับการออกแบบให้มีความยาวเป็นพิเศษเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ 4 ที่นั่งอย่างสะดวก ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ที่ได้รับการปรับแต่งระบบระบายไอเสียให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยจะให้เสียงที่ทุ้มลึกในรอบต่ำ และสลับเป็นเสียงที่กังวานในรอบเครื่องยนต์สูง
การออกแบบตัวถังด้านหน้าใช้เส้นสายที่มีมวลทรงพลังและลาดเอียงไปข้างหน้าในลักษณะ Shark Nose พร้อมกระจังหน้าไตคู่สามมิติ โครงสร้างตัวถังภายนอกทั้งหมดถูกจัดวางผ่านระนาบเส้นนำสายตาหลักเพียงเส้นเดียวเรียกว่า Speed Feature Line ทำมุมเอียง 6 องศา จากมุมด้านล่างของกันชนหน้า พาดผ่านด้านข้างตัวถังไปจนถึงส่วนท้ายของตัวรถเพื่อสื่อถึงการเคลื่อนไหวที่ยังคงไว้ซึ่งความสุขุม
ด้านข้างตัวถังตกแต่งด้วยเส้นสาย Deco-lines อันเป็นเอกลักษณ์กราฟิกของ Alpina มาตั้งแต่ปี 1974 ขณะที่ Shark Nose ถูกซ่อนลวดลายกราฟิก Deco-line ด้วยเช่นกัน มาพร้อมระบบไฟส่องสว่างรอบกระจังหน้าที่จะมองเห็นเมื่อเปิดใช้งานเท่านั้น โดยชุดไฟส่องสว่างเวลากลางวันเลือกใช้แสงโทนสีขาวอบอุ่น (Warm White) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแรกเหนือเทือกเขาแอลป์ในบาวาเรีย
ส่วนท้ายของรถยังคงรักษาเอกลักษณ์ระบบระบายไอเสียแบบท่อรี 4 ท่อเอาไว้ ร่วมกับการติดตั้งตัวอักษร "ALPINA" บริเวณชายล่างของกันชนหน้า ซึ่งผลิตขึ้นจากวัสดุโลหะกลึงเงา ตัวรถติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้วที่เพลาหน้า และขนาด 23 นิ้วที่เพลาหลัง มาในลาย 20 ก้าน (20-spokes) อันเป็นดีไซน์เอกลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์ที่ใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1971
ภายในห้องโดยสารเน้นการจัดวางพื้นที่แบบสถาปัตยกรรมแยกส่วน โดยแต่ละองค์ประกอบจะแยกรูปทรงอย่างชัดเจน ไม่กลืนไปกับโครงสร้างส่วนอื่น เส้นนำสายตา 6 องศาจากภายนอกถูกเชื่อมโยงเข้ามาสู่ภายในห้องโดยสาร ทำหน้าที่ทางสถาปัตยกรรมในการแบ่งส่วนและสลับสีระหว่างพื้นที่ส่วนบนโทนสีเข้มและพื้นที่ส่วนล่างโทนสีสว่าง
วัสดุภายในเลือกใช้หนังแท้ Full-grain จากผู้ผลิตในแถบเทือกเขาแอลป์ ควบคู่ไปกับการเย็บตกแต่งด้วยลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเส้นสาย Deco-lines รายละเอียดงานฝีมือภายในประกอบด้วยการเย็บตะเข็บแบบสะพาน (Bridge Stitch) ซึ่งจำลองมาจากเทคนิคการเย็บพวงมาลัยรถในอดีต โดยเลือกใช้โทนสีดั้งเดิมของแบรนด์อย่างสีน้ำเงินและสีเขียวอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ บริเวณคอนโซลกลางส่วนหลังมีการติดตั้งขวดน้ำแก้วและแก้วคริสตัลของ BMW ALPINA พร้อมกลไกยกตัวอัตโนมัติ โดยตัวแก้วสลักลายเส้น 10 คู่ และบริเวณขอบแก้วทำมุมเอียง 6 องศา ยึดเกาะด้วยระบบแม่เหล็กแบบซ่อนพร้อมระบบไฟส่องสว่างนวลตาตัดกับพื้นผิวคอนโซลลายไม้
รถต้นแบบยังมาพร้อมโหมดช่วงล่าง Comfort+ ที่เหนือกว่าการโหมด Comfort ของรถ BMW โดยตัวรถจะมีความนุ่มนวลและสปริงตัวที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น แผงคอนโซลหน้าติดตั้งหน้าจอ BMW Panoramic iDrive ยาวตลอดแนวหน้าปัด รวมถึงหน้าจอแสดงผลแยกสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า โดยมีการออกแบบภาษาดิจิทัลและกราฟิกสำหรับหน้าจอแสดงผลของ BMW ALPINA โดยเฉพาะ
ระบบการแสดงผลข้อมูลบนกระจกหน้า (BMW Panoramic Vision Head-up Display) สามารถปรับเปลี่ยนโทนสีตามโหมดการขับขี่ ขณะที่ภาพกราฟิกพื้นหลังบนหน้าจอแสดงผลเป็นการจำลองทัศนียภาพของเทือกเขาแอลป์ในตำแหน่งและพิกัดที่มองเห็นเมื่อมองไปทางทิศใต้จากเมืองบุคโล (Buchloe) ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของแบรนด์
BMW ALPINA เริ่มดำเนินการภายใต้ BMW Group อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2569 เพื่อแทรกกลางระหว่าง BMW และ Rolls-Royce รองรับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ โดยยังรักษาแก่นแท้ด้านความเร็ว ความสบาย และความประณีตเอาไว้
ทั้งนี้ รถยนต์ที่พัฒนาเพื่อจำหน่ายจริงรุ่นแรกภายใต้การบริหารใหม่ มีกำหนดการเปิดตัวให้ลูกค้าได้สัมผัสในปีหน้า โดยจะเป็นรถยนต์ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ BMW Series 7