ผู้จัดการรายวัน 360 – “เอพริล” เลื่อนแผนนำเข้าตลาดหุ้นไปเป็นปี2572จากเดิมปีหน้า เหตุสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย แต่เดินหน้าต่อด้วยการทุ่มงบ 200 ล้านบาทปีนี้ รีแบรนด์ใหญ่รอบ 15 ปี ลุยขยายสาขาโฉมใหม่อบสดหน้าร้าน 20 แห่งปีนี้
นางกนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ April’s Bakery นานกว่า15ปี เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังไม่ค่อยดีและมีปัญหาหลายอย่าง ตลอดจนกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง จึงคิดว่ายังไม่เหมาะสมที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในขณะนี้ที่ไม่เอื้อต่อการระดมทุน จึงเลื่อนแผนการนำบริษัทฯเข้ตลาดหุ้นออกไปก่อน จากเดิมคาดว่าจะเข้าปี 2570 แต่คงเลื่อนออกไปเป็นปี 2572
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้บริษัทฯอยู่ระหว่างการวางรากฐานองค์กรครั้งสำคัญ ทั้งในด้านธรรมาภิบาลองค์กร ระบบบริหารจัดการ กระบวนการทำงาน และวินัยทางการเงิน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่ง รองรับการขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสในการระดมทุนและการเติบโตในตลาดทุนในระยะถัดไป
ทั้งนี้ แผนการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนใช้ในการขยายธุรกิจโดยเฉพาะการสร้างโรงงานใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม ไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ จากเดิมที่โรงงาน 9 แห่งอยู่ใกล้ๆกันที่ถนนสุขสวัสดิ์ การบริหารจัดการไม่คล่องตัว โดยจะหาทำเลใกล้เคียงที่เดิม คาดว่าโรงงานใหม่มีกำลังการผลิตมากขึ้นรองรับการเติบโตได้มากกว่า 10ปี ขณะนี้เอพริลมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 130 รายการ และพัฒนาสินค้าออกใหม่เฉลี่ย 15 รายการต่่อเดือน
ล่าสุดปีนี้ ลงทุน 200 ล้านบาท ใช้ทำตลาด ขยายสาขา และรีแบรนด์ใหม่ในรอบ 15ปี ซึ่งการรีแบรนด์เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร วางรากฐานสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาค ไม่ได้เกิดจากปัญหาธุรกิจ เพราะภาพลักษณ์เดิมไม่สามารถสะท้อนขนาดธุรกิจ ศักยภาพขององค์กร และทิศทางการเติบโตในอนาคตได้อย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของการรีแบรนด์ครั้งสำคัญ ครอบคลุมทั้งภาพลักษณ์องค์กร โลโก้ และแนวคิด ‘The Blessing City’ และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่กำลังก้าวจาก Local Brand สู่ Regional Brand ผ่านการเติบโตของมูลค่าแบรนด์ ความสามารถในการตั้งราคา การขยายธุรกิจในระดับที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
โดยจะขยายสาขาเพิ่ม 20 สาขา เป็นโมเดลใหม่ที่มีการอบสดหน้าร้าน ซึ่งปีที่แล้วเริ่มทดลองสาขาแรกที่เจริญกรุง จากปัจจุบันมีจุดจำหน่ายรวม 40 แห่ง เป็นบริษัท 20แห่งและแฟรนไชส์ 20แห่ง คาดว่าหลังการปรับภาพลักษณ์แล้วจะช่วยให้มียอดขายหน้าร้านเพิ่มจากวันละ 15,000 บาท ต่อสาขา เป็นวันละ 50,000 บาทต่อสาขา และมีการรับผลิตโออีเอ็มด้วย เป็นลูกค้าต่างประเทศคือ เกาหลี และไต้หวัน เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละตลาด ทั้งในด้านรสนิยม รูปแบบสินค้า และการตอบรับของตลาด พร้อมมองโอกาสในการเปิดหน้าร้านในต่างประเทศ และก้าวจากการส่งออกสินค้า ไปสู่การสร้างแบรนด์ไทยที่มีตัวตนในตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน
นอกจากนั้นมีการจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขามากกว่า16,000 สาขา ซึ่งสร้างสัดส่วนรายได้มากถึง 80% จากรายได้รวม
บริษัทวางจุดยืนแบรนด์ในกลุ่ม Masstige หรือสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเน้นยกระดับทั้งคุณภาพสินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และประสบการณ์ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “คุณภาพดี ราคาจับต้องได้” เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับคุณค่าที่สูงขึ้นในราคาเดิมหรือใกล้เคียงเดิม พร้อมตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเบเกอรี่กลุ่ม Masstige ในประเทศไทย การรีแบรนด์ครั้งนี้จะสร้างผลเชิงบวกใน 2 ระดับ คือ Consumer Level ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงประสบการณ์ระดับพรีเมียมได้ง่ายขึ้น และ Market Level ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด เบเกอรี่ในกลุ่ม Masstige พร้อมผลักดันให้ เอพริล เบเกอรี่ ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดเบเกอรี่ ทั้งนี้บริษัทยังเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายและโมเดลหน้าร้านรูปแบบใหม่ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคทุกระดับ ทั้งในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ช่องทางออนไลน์ และการพัฒนาหน้าร้านเชิงประสบการณ์ (ร้านที่มีการอบสดหน้าร้าน) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายฐานลูกค้าในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่กลุ่มผู้บริโภคต่างชาติและตลาดใหม่ ๆ ในระดับสากล
นางกนกกัญจน์ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายสิ้นปี2569นี้ไว้ 1,700 ล้านบาท เติบโต 30% จาก 1,300 ล้านบาท ในปี2568 ซึ่งไตรมาส1 ปีนี้มีรายได้แล้ว 425 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายจะมียอดขายเติบโตปีละ 20-25% และกำไรเติบโตปีละ 15% พร้อมกับเป้่าหมาย 100 สาขา ภายในปี2572 ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
นางกนกกัญจน์ ยอมรับว่า ปัญหาต้นทุนพลังงานน้ำมันจากสงครามที่ปรับขึ้นราคาสูงมาก ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตอย่างมาก โดยเฉพาะราคาบรรจุภัณฑ์ที่ปรับขึ้นมากกว่า 10% และหากประเมินจากขนม 1 กล่อง ต้นทุนโดยรวมปรับขึ้นมาแล้ว 30% แต่บริษัทยังไม่มีแผนปรับราคาขึ้นในขณะนี้ จะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้