AAV ประกาศผลประกอบการทางการเงิน ไตรมาส 1 ปี 2569 รายได้รวม 13,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% กำไรสุทธิอยู่ที่ 840.6 ล้านบาท ลดลง 39% เหตุขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ยอดขนส่งผู้โดยสาร 6.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% และยังครองส่วนแบ่งการภายในประเทศ ส่วนไตรมาส 2 คาดน้ำมันพุ่ง 3 เท่า ต้องปรับค่าโดยสารสะท้อนต้นทุน
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 - บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ประจำปี 2569 โดยมีรายได้จากการขายเเละให้บริการ อยู่ที่ 13,529.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากการขนส่งผู้โดยสารที่ 6.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ตามทิศทางการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรก ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่ราคาค่าโดยสารเฉลี่ยปรับตัวลดลงร้อยละ 6
อย่างไรก็ตาม ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วย (“CASK”) ลดลงร้อยละ 2 อยู่ที่ 1.69 บาท จากการบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและรอบซ่อมบำรุง รวมทั้งค่าธรรมเนียมสนามบินต่างประเทศที่ลดลงจากการเน้นเที่ยวบินในประเทศมากขึ้นโดยสายการบินยังรักษาอัตราการใช้งานเครื่องบินอย่างมีประสิทธิภาพเฉลี่ยที่ 12.5 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ จากฝูงบินปฏิบัติการทั้งหมด 58 ลำในไตรมาสนี้
ทั้งนี้บริษัทรายงานกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 3,733.9 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ร้อยละ 28 และมีกำไรจากการดำเนินงานหลักที่แข็งแกร่งที่ 1,651.7 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน (1,013.8) ล้านบาท จากการอ่อนค่าของเงินบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 840.6 ล้านบาท ลดลง 39%
นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AAV และ TAA กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์แอร์เอเชียได้เป็นอย่างดี บริษัทยังสามารถทำผลการดำเนินงานที่ดี โดยมีอัตราขนส่งผู้โดยสารรวมอยู่ที่ร้อยละ 88 โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศที่มีอัตราขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ร้อยละ 89 พร้อมครองส่วนแบ่งการภายในประเทศตลาดสูงที่สุดที่ร้อยละ 42 ในขณะที่ตลาดระหว่างประเทศมีอัตราขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ร้อยละ 85 สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการปรับแผนธุรกิจเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการให้บริการในตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูงและทำกำไรได้ดี เช่น เวียดนาม กลุ่มประเทศอาเซียน และเส้นทางบินสิทธิเสรีภาพที่ 5 (Fifth Freedom) ที่รวมถึงเส้นทางใหม่อย่าง ฮานอย–หลวงพระบาง นอกจากนี้ยังได้อานิสงค์จากตลาดจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนในไตรมาสที่ผ่านมา
“ในไตรมาส 1 เราจะยังไม่เห็นผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก เนื่องจากความขัดเเย้งเกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาส และยังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวต่อเนื่องมาจากปลายปี ราคาน้ำมันจะเริ่มสะท้อนให้เห็นในไตรมาส 2 ซึ่งการบริหารจัดการจะมีความท้าทายมากขึ้น เราจึงปรับรูปแบบการทำงาน เน้นการบริหารจัดการต้นทุนรวมถึงความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการรักษาอัตรากำไรและความแข็งแกร่งทางการเงิน” นายไพรัชล์กล่าว
สำหรับไตรมาส2บริษัทคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการบินจะยังได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์โลกและต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3 เท่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ บริษัทจึงจำเป็นต้องปรับราคาค่าโดยสารขึ้น เพื่อสะท้อนต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริงบางส่วน และรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้ปรับลดปริมาณที่นั่งที่ให้บริการเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับผลกระทบและการเดินทางที่ชะลอตัวตามฤดูกาล
อย่างไรก็ตาม AAV ได้รับประกาศผลการจัดอันดับ SET ESG Rating ประจำปี 2568 โดยได้ระดับ AAA ที่ 93 คะแนน ซึ่งสูงสุดในกลุ่มสายการบินของประเทศไทย พร้อมผลการประเมินด้าน ESG จาก FTSE Russell ที่โดดเด่น 3.9 จาก 5.0 ตอกย้ำความมุ่งมั่นเเละกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัท ที่เป็นรูปธรรมเเละวัดผลได้