xs
xsm
sm
md
lg

เปิด 3 ปัจจัยหนุนทองปี 69 ขาขึ้น รับมือ "สงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง" ลุ้นแตะ 88,700 บาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เผยปีนี้ทองคำปรับขึ้นมาแล้ว 7% ท่ามกลางความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และหนี้โลกพุ่ง แต่ทองยังมีอัพไซด์ ทำหน้าที่เป็นทั้งสินทรัพย์ปลอดภัย และสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แม้ปีนี้เคลื่อนไหวผันผวน แต่เทรนด์ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น คงเป้าหมาย 5,596-5,769 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือ 86,000-88,700 บาทต่อบาททองคำ

น.ส.ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่านับจากต้นปี 69 จนถึงปัจจุบัน (15 พ.ค. 69) ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้ว 7% แม้ว่าปีนี้ระหว่างทางจะมีความผันผวนมากกว่าทุกปี แต่ภาพรวมทองคำยังสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และสินทรัพย์ในการลงทุนที่ดี

อย่างไรก็ดี ยังคงมีคำถามว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงต้นทุนพลังงานที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น รวมถึงหนี้ทั่วโลกที่อาจจะพุ่งเป็นเงาตามตัว แล้วราคาทองคำจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากแค่ไหน

โดย YLG วิเคราะห์ พบว่า ภาพใหญ่ของการเคลื่อนไหวระยะยาว ยังไม่เสียเทรนด์การเป็นขาขึ้น สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596-5,769 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 86,000-88,700 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ทองคำยังสามารถรักษาเทรนด์การเป็นขาขึ้น มาจาก 3 ด้าน ดังนี้

1. แนวคิดที่ว่าหนี้สาธารณะและปริมาณเงินในระบบจำนวนมหาศาล จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (หรือสกุลเงินกระดาษอื่น ๆ) ด้อยค่าลง (Debasement) เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันทองคำยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน เช่น การขยายตัวของปริมาณเงิน M2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างเดือนมี.ค. 63-มี.ค. 65 ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 40% ภายในเวลาเพียง 2 ปี หรือคิดเป็นการอัดฉีดเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบ

2. ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองในทุนสำรอง เพราะไม่อยากพึ่งดอลลาร์เพียงอย่างเดียว (De-dollarization ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็น "ตัวเร่ง" (accelerator) ที่กระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากขึ้น

3. รัฐบาลหลายประเทศ ต้องใช้การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้หนี้ที่สูงอยู่แล้วสูงขึ้นไปอีก สถานการณ์นี้ นอกจากจะทำให้เกิดการเทขายเงินสกุลหลัก หรือ "กลยุทธ์การลงทุนป้องกันค่าเงินเสื่อม" (debasement trade ) อีกทั้งยังทำให้หลายประเทศ "ไม่สามารถปล่อยดอกเบี้ยสูงได้มาก หรือ นานเกินไป" เพราะต้นทุนดอกเบี้ยจะกระทบระบบการคลัง

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมระยะยาวทองคำยังเป็นขาขึ้น สะท้อนจากการที่ราคายังสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว (200 วัน) ได้ต่อเนื่อง แต่ระยะกลางมองว่าจะยังคงอยู่ในรูปของการปรับฐาน (Correction) ระยะสั้นหากยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือ 69,150 บาทต่อบาททองคำ อาจเกิดการย่อตัวแล้วดีดกลับ (pullbacks) หากการย่อตัวในระยะนี้ ยังยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมองว่าราคาทองคำมีโอกาสดีดตัวทดสอบแนวต้าน โดยแม้ว่าในกรณีที่ทองคำหลุด 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ แต่ก็มีโอกาสสูงที่การย่อตัวจะไม่ต่ำกว่า Low ปี 69 ที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทั้งนี้ ประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 4,890-4,765 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือ 75,200-73,250 บาทต่อบาททองคำ หากทะลุผ่านแนวดังกล่าวได้ มองขึ้นต่อ โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 5,400-5,285 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือ 83,000-81,250 บาทต่อบาททองคำ

"ดังนั้น ถ้าถามว่า Upside ของทองยังไปได้อีกไกลไหม คำตอบคือ ยังมีพื้นที่ ทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค แต่จะไม่ใช่เส้นตรงขึ้นตลอด มันจะเป็นตลาดที่แกว่งขึ้น และมีรอบพักฐานเป็นระยะ และมี volatility สูงกว่าช่วงก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น" น.ส.ฐิภา กล่าว