“พิพัฒน์”ชี้”เฟกนิวส์” ทางหลวงชนบทเปลี่ยนหลอดไฟ 8 แสนหลอดเป็น LED ในปี 71 ย้ำนโยบายทยอยเปลี่ยนเน้นหลอดเก่าเสื่อมสภาพตามงบประมาณที่มี ด้านกทพ.เปลี่ยนบนทางด่วนฉลองรัชแล้ว ประหยัดค่าไฟ ปีละ 20 ล้านบาท ตั้งเป้าเปลี่ยนทุกสายในปี 71 เซฟค่าไฟปีละ 70 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงนโยบายการเปลี่ยนโคมไฟเป็นหลอด LED เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวว่า เป็นเรื่องที่ให้ทุกหน่วยงาน ไม่ใช่แต่ถนนของกรมทางหลวง (ทช.) และกรมทางหลวงกรมชนบท (ทช.)แต่บนทางด่วนก็ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะดำเนินการด้วย โดยเป็นการทยอยเปลี่ยน เริ่มจากหลอดไฟเดิมที่มีอายุการใช้งานนานและเริ่มเสื่อมสภาพก่อน ทยอยเปลี่ยนไปเท่าที่มีงบประมาณสามารถดำเนินการได้ ส่วนหลอดที่มีอายุการใช้งานน้อย จะมีแผนในการปรับจูนความสว่างให้สอดคล้องกับสภาพแสงในพื้นที่ ซึ่งหากเปลี่ยนหลอดไฟทั้งบนถนน ทางด่วน เป็น LED ได้หมด จะช่วยประหยัดพลังงานและค่าไฟลงได้ถึง 50% แน่นอน
“ส่วนเรื่องงบประมาณนั้น หลอดไฟ LED มีหลายชนิด และมีราคาที่แตกต่างไปตามคุณภาพ ขณะที่ราคาหลอดไฮเพรสเชอร์โซเดียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะถูกกว่า หลอด LED แน่นอน ดังนั้นกรณีจะปรับเปลี่ยนเป็น LED นั้น ผมไม่สามารถตอบได้ว่า ราคาLED จะเป็นเท่าไร”
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า ขอชี้แจงและแก้ข่าว ที่ก่อนหน้านี้มีเฟกนิวส์เป็นข่าวเท็จ ออกไปว่า กรมทางหลวงชนบทจะเปลี่ยนหลอดไฟจำนวน 800,000 โคมทั่วประเทศ เป็น LED ทั้งหมดในปี 2571 ซึ่งไม่จริง ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ คือ กรมทางหลวงชนบทไม่มีงบประมาณมากมายขนาดนั้น ซึ่งการเปลี่ยนหลอดไปเป็น LED นั้นจะเป็นการทยอยเปลี่ยนเหมือนกันทุกหน่วย หลอดที่เสื่อมสภาพ ครบอายุการใช้งาน ถึงกำหนดที่ต้องเปลี่ยนในปีนั้นๆ โดยเปลี่ยนเป็น LED แทนหลอดไฮเพรสเชอร์โซเดียมเหมือนเดิม
“เรื่องนี้ต้องขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพราะข่าวออกไป หรือมีการประชาสัมพันธ์ออกไปนั้น อาจจะมีความผิดพลาดไปบ้าง ก็ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ และอยากให้ฟังข้อมูลจากผมหรือโฆษกกระทรวงคมนาคมเพื่อให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด”นายพิพัฒน์กล่าว
ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ.ได้ดำเนินนโยบายการประหยัดพลังงานและแนวทาง Green Transport อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) บนอาคารศูนย์บริหารทางพิเศษและด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ และส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในองค์กร รวมถึงรถผู้บริหาร รถจักรยานยนต์ รถกู้ภัยต่างๆ มีการนำร่องใช้งานแล้ว 2คัน ซึ่งปี 69 เปลี่ยนอีก 7 คัน รวมถึงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณรถ EV ที่เพิ่มขึ้น
ส่วนการปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าแสงสว่างเป็นหลอด LED กทพ.ได้ดำเนินการบนทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา–อาจณรงค์) ไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งหลอดไฟร้อนขนาดใหญ่แบบเดิม มีต้นทุนประมาณ 10,000 บาท ส่วนแบบ LED ราคาสูงกว่าประมาณ 50% แต่ผลที่ได้พบว่า สามารถประหยัดค่าไฟรวมของกทพ. ได้ประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี จากค่าไฟรวมปีละ 200 ล้านบาท ซึ่งตามการศึกษาในการดำเนินงานจะคืนทุนใน 5 ปี โดยจะทยอยเปลี่ยนในเส้นทางสายอื่น ให้แล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะประหยัดค่าไฟได้รวม 70 ล้านบาทต่อปี โดยกทพ.จะมีการร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในการดำเนินการด้วย
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าการพัฒนาและนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ
อาทิ การส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy
Pass และการพัฒนาบริการผ่านแอปพลิเคชัน EXAT Portal ให้ทันสมัย
ใช้งานได้ง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางพิเศษให้ได้รับบริการที่สะดวก
รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ใช้ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass ประมาณ 57.61% ของปริมาณการจราจรทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้ Easy
Pass เป็น 70% ภายในปี 2571
เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่านเก็บ
ค่าผ่านทางพิเศษและยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน