ปตท.โชว์กำไรไตรมาส1/2569 อยู่ที่ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% และมี EBITDA รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จํานวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่มีค่าการกลั่นและปริมาณขายเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีกําไรสต็อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท
นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อน โดยมีรายได้รวม อยู่ที่ 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12.6% จากไตรมาสก่อน
ในไตรมาส 1/2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จํานวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 49.3% จากไตรมาสก่อน
นางสาวภัทรลดา กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก มาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น จากค่าการกลั่นอ้างอิงตลาด (Market GRM) และปริมาณขายเพิ่มขึ้น รวมถึงกําไรสต็อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 1 ปีนี้ ปตท. และบริษัทย่อยมีผลกําไรประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 1/2568 มีผลกําไรประมาณ 1,500 ล้านบาท ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ และปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ส่วนกลุ่มธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากรายได้จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซ ที่ปรับลดลง จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 และปริมาณขายรวมที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในไตรมาส 1/2569 ประกอบกับราคาปิโตรเคมีที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ปรับลดลง อย่างไรก็ตามธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับกรอบคุณภาพก๊าซฯ (C-day) ในไตรมาส 1/2569
อย่างไรก็ตามในไตรมาส 1/2569 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในบริษัท จีซี โพลีออลส์ จํากัด (GCP) ของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) หรือ PTTGC ประกอบกับในไตรมาส 1/2568 รับรู้เป็นผลขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท โดยหลักจากส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่าสุทธิกับการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) จํากัด (มหาชน) หรือ UCHA ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC
นอกจากนี้ในไตรมาส 1/2569 มี EBITDA เพิ่มขึ้น โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM และปริมาณขายเพิ่มขึ้น รวมถึงกำไรสต็อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาสนี้ ปตท. และบริษัทย่อยมีผลกําไรประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 4/2568 มีผลขาดทุนประมาณ 8,200 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ และปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ประกอบกับกลุ่มธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าเสื่อมราคาลดลง นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ รวมถึงปริมาณขายรวมและราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลงจากรายได้ที่ลดลงตามปริมาณการจองและการปรับลดอัตราค่าบริการขนส่งก๊าซฯ ส่วนของต้นทุนผันแปร (Tc) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2569 ประกอบกับธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับกรอบคุณภาพก๊าซฯ (C-day) ในไตรมาส 1/2569