คำว่า SME เป็นคำคุ้นหูของใครหลายคน แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า SME ย่อมาจากอะไร และธุรกิจ SMEs มีอะไรบ้าง ทั้ง ๆ ที่ SME มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเลยทีเดียว ในบทความนี้เรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งความรู้ด้านธุรกิจที่น่าเชื่อถือ เช่น Bangkok Bank SME และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจธุรกิจ SME ได้อย่างถูกต้อง
SME คืออะไร? ความหมายที่ผู้ประกอบการต้องรู้
ธุรกิจ SME คือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มักมีโครงสร้างการบริหารที่ยืดหยุ่นกว่าองค์กรขนาดใหญ่ในบางกรณี และส่วนมากมักดำเนินการโดยผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยเหตุนี้ธุรกิจ SME จึงมีจุดเด่นตรงที่ปรับตัวต่อสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ทำให้เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน SMEs ก็สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางของธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากผู้บริหารหลายขั้นตอน
นิยาม SME ในประเทศไทย (อ้างอิงเกณฑ์ภาครัฐ)
ตามประกาศกฎกระทรวงที่ออกโดย สสว. ซึ่งย่อมาจาก ‘สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม’ได้จำแนกขนาด SME ในไทยตามรายได้รวมต่อปี และจำนวนการจ้างงานเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งประเภทของธุรกิจ SME ได้ออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise)
ส่วนใหญ่มักเป็นธุรกิจที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน เช่น ร้านค้าแผงลอย หรือธุรกิจในครัวเรือน ซึ่งธุรกิจกลุ่มนี้หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ ได้รับการยกเว้นอัตราภาษี ธุรกิจ SME รูปแบบ Micro ก็มีโอกาสแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้
• รายได้ต่อปี : ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท
• จำนวนการจ้างงาน : ไม่เกิน 5 คน
2. วิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprise)
ธุรกิจขนาดย่อมเป็นธุรกิจที่มีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน และมียอดขายที่มั่นคง
• ภาคการผลิต : รายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท และจ้างงานไม่เกิน 50 คน
• ภาคบริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก : รายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาทและจ้างงานไม่เกิน 30 คน
3. วิสาหกิจขนาดกลาง (Medium Enterprise)
เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ ผู้ประกอบการ SME กลุ่มนี้มักได้รับข้อเสนอพิเศษจากธนาคารพาณิชย์ เช่น สินเชื่อ SME ที่ให้กู้ระยะยาว โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
• ภาคการผลิต : รายได้ต่อปี 100 - 500 ล้านบาท การจ้างงาน 50 - 200 คน
• ภาคบริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก : รายได้ต่อปี 50 - 300 ล้านบาท การจ้างงาน 30 - 100 คน
ประเภทของธุรกิจ SME มีอะไรบ้าง?
ประเภทของธุรกิจ SME ในไทย มีทั้งหมด 3 ประเภท ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ธุรกิจการผลิต (Manufacturing)
เป็นกิจการ SME ที่นำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยแรงงาน และเครื่องจักร ตัวอย่างเช่น โรงงานรถยนต์, โรงงานสิ่งทอ หรือโรงงานอาหารกระป๋อง เป็นต้น
2. ธุรกิจการค้า (Trading)
เป็นธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาจำหน่ายต่อ โดยทำกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่รับซื้อมาและราคาที่จำหน่ายต่อให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งธุรกิจการค้ามีอยู่หลัก ๆ 2 ประเภท ได้แก่ 1.ธุรกิจค้าส่ง และ 2.ธุรกิจค้าปลีก
3. ธุรกิจบริการ (Service)
เป็นธุรกิจที่ขายสินค้าที่ไม่มีตัวตน เช่น ขายความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้า, ขายประสบการณ์ที่ดี หรือขายความสะดวกสบาย โดยตัวอย่างของธุรกิจบริการ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม, ธุรกิจธนาคาร หรือธุรกิจซักรีด
จุดเด่นและข้อได้เปรียบของธุรกิจ SME
การเป็นธุรกิจ SME ขนาดเล็ก ไม่ถือว่าเสียเปรียบธุรกิจขนาดใหญ่เสมอไป โดยจุดเด่นและข้อได้เปรียบของธุรกิจ SME มีดังนี้
• เข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาครัฐ - ธุรกิจ SME เป็นภาคส่วนสำคัญต่อการจ้างงาน ในระดับประเทศ ภาครัฐจึงให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น สินเชื่อ หรือโครงการอบรม (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและเงื่อนไข)
• ความใกล้ชิดกับลูกค้า - ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ระดับบุคคลได้ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากกว่า
• การสร้างสรรค์นวัตกรรม - SME บางประเภทสามารถทดลองแนวคิดใหม่ได้รวดเร็วกว่า เนื่องจากโครงสร้างองค์กรที่ไม่ซับซ้อน และหากการวิจัยนวัตกรรมประสบความสำเร็จ ธุรกิจ SME แห่งนั้นก็เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด
• ต้นทุนต่ำและบริหารจัดการง่าย - อาจมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำในบางรูปแบบธุรกิจ และโครงสร้างการบริหารไม่ซับซ้อน
แนวทางเริ่มต้นธุรกิจ SME สำหรับมือใหม่
การเป็นผู้ประกอบการ SME มืออาชีพ จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยง และสร้างโอกาสการเติบโตอย่างเป็นระบบ โดย 5 แนวทางดังต่อไปนี้ จะช่วยให้มือใหม่ เริ่มต้นทำธุรกิจ SME ได้ง่าย ๆ
1. เริ่มจากธุรกิจขนาดเล็กก่อน
การเริ่มต้นทำธุรกิจ SME ขนาดเล็ก แทนที่จะเริ่มต้นลงทุนจำนวนมาก มีข้อดีตรงที่ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของตลาด และสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ หากผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
2. วางแผนการเงินให้ชัดเจน
ธุรกิจบางส่วนอาจเผชิญปัญหา เพราะผู้ประกอบกิจการ SME ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารกระแสเงินสดที่ดีมากพอ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการ SME จึงควรจัดทำงบประมาณอย่างรอบคอบ โดยคำนวณต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายคงที่ และเตรียมเงินเก็บสำรองฉุกเฉิน รวมทั้งต้องแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เห็นภาพรวมของกำไรและขาดทุนที่แท้จริง
3. ใช้เทคโนโลยีช่วยบริหาร
เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดขั้นตอนในบางกระบวนการ ซึ่งทำให้ธุรกิจ SME แข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ดียิ่งขี้น
4. สร้างความแตกต่างทางธุรกิจ
สิ่งหนึ่งที่ SME ขนาดเล็กควรหลีกเลี่ยง คือการทำสงครามราคาเพื่อแย่งฐานลูกค้า เพราะธุรกิจ SME ไม่มีเงินทุนมากเพียงพอ ที่จะลดราคาสินค้าแข่งกับธุรกิจขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้ธุรกิจ SME จึงควรสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ เช่น ออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ
5. มองหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ
การมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ดี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคู่ค้า หรือตัวแทนจำหน่าย จะช่วยเสริมจุดแข็งให้แก่ธุรกิจของคุณ ด้วยเหตุนี้จึงควรคัดพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่บริหารงานภายใต้หลักการ ESG (Environmental, Social, Governance) ช่วยบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้นในบางด้านและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้แก่องค์กร
SME ธุรกิจขนาดเล็ก ที่พร้อมพัฒนาต่อยอดและเติบโตในตลาด
การเริ่มต้นธุรกิจ SME จำเป็นต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในตลาด การวางแผนการเงิน และการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง โดยทางธนาคาร Bangkok Bank SME ก็ได้มีสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะ ที่คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อสานฝันให้คนตัวเล็ก เริ่มต้นธุรกิจของตนเองได้ตั้งแต่วันนี้
ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสถาบันการเงิน เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจ