xs
xsm
sm
md
lg

มูดี้ส์ชี้ถึงจุดเปลี่ยน ระบบการเงินดิจิทัลมาแน่แบบ "ขยับช้า-พุ่งเร็ว" หวั่นตั้งรับไม่ทันกระแสคลั่งสินทรัพย์โทเคน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



มูดี้ส์ เรทติ้งส์ เผยรายงานเชิงวิเคราะห์กับผู้นำสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ สะท้อนความเห็นพ้องว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบนั้น "หลีกเลี่ยงไม่ได้" และกำลังจะเกิดขึ้นในลักษณะ "เริ่มช้า แล้วจะเร่งความเร็วทะลุจุดเปลี่ยน" เมื่อปริมาณโทเคไนเซชันถึงจุดวิกฤต โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการระเบิดตัวของตลาดสินทรัพย์โทเคนที่พุ่งกว่า 420% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 และการวางหมากเชิงรุกของวอลล์สตรีทที่ต้องการชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่แค่ตั้งรับ

รายงานวิเคราะห์ล่าสุดจาก มูดี้ส์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ได้ตอกย้ำภาพอนาคตของระบบการเงินโลกที่มิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เมื่อแกนนำในตลาดการเงินดั้งเดิม หรือ TradFi ต่างประเมินตรงกันว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล จะขับเคลื่อนด้วยพลวัตแบบ "เริ่มต้นอย่างเชื่องช้า ก่อนทะยานสู่ความเร็วสูงเมื่อถึงจุดพลิกผัน"

บทสรุปดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ตกผลึกจากการหารือเชิงลึกระหว่างมูดี้ส์กับธนาคารยักษ์ใหญ่และตัวกลางในตลาดการเงินของสหรัฐฯ โดยทุกฝ่ายฟันธงว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้มิใช่คำถามว่า "จะเกิดหรือไม่" แต่เป็นเรื่องของ "ความรวดเร็วและลำดับเหตุการณ์" ต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญ โดยในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ พัฒนาการจะยังคงกระจุกตัวอยู่ในเซกเมนต์ที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า อาทิ กองทุนรวมและตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับกลไกระบบเดิม ทว่า เลยจากจุดนั้นไป หลายฝ่ายเชื่อว่าจะเกิดจุดเปลี่ยน (Tipping Point) ที่จะผลักดันให้การยอมรับในวงกว้างพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด

ปรากฏการณ์การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล หรือ Tokenization ได้กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดให้สถาบันการเงินหันมาสนใจเทคโนโลยีบล็อกเชนและโลกของคริปโตอย่างจริงจัง โดยข้อมูลจาก ARK Invest ของแคธี วูด นักลงทุนสายเทคโนโลยีชื่อดัง คาดการณ์ว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถขยายตัวแตะระดับมหึมาถึง 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยมีตัวเร่งการเติบโตหลักจาก บิทคอยน์, ระบบการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi), สเตเบิลคอยน์ และสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกโทเคนไนซ์ (RWA)

แม้ ณ ปัจจุบัน มูดี้ส์จะประเมินว่ากิจกรรมการโทเคนไนซ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยกรณีการใช้งานหลักยังวนเวียนอยู่กับการซื้อขายคริปโต การโอนเงินรายย่อยข้ามพรมแดน และการใช้งานในบางระดับสถาบัน แต่ภาคการเงินดั้งเดิมกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานอย่างแข็งขันเพื่อรองรับคลื่นความต้องการที่กำลังจะถาโถมเข้ามา

มูลค่าตลาดของสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกโทเคนไนซ์ได้ทะยานขึ้นมากกว่า 420% นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 และมีมูลค่าราว 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ข้อมูลล่าสุดจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ RWA.xyz นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้

มูดี้ส์ ยังวิเคราะห์อีกว่า แทบทุกธนาคารขนาดใหญ่และตัวกลางทางการเงินรายสำคัญ ได้มีการจัดตั้งทีมงานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลหรือหน่วยนวัตกรรมโดยเฉพาะ และกำลังเข้าร่วมโครงการนำร่องเพื่อทดสอบโครงสร้างพื้นฐานใหม่อย่างคึกคัก ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ดำเนินไปภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เฉียบคม นั่นคือ การเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการลูกค้าด้วยศักยภาพด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและเงินดิจิทัลได้ทันที หากการยอมรับในตลาดทะยานขึ้น เพื่อไม่ให้ตนเองต้องยืนงงเป็นเป้านิ่งเมื่ออุปสงค์ของตลาดพลิกผันอย่างฉับพลัน

Moodys คาดการณ์ว่าระบบการเงินอาจมีผลลัพธ์ที่เป็นไปได้สามประการ ขึ้นอยู่กับอัตราการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นโทเค็น ที่มา: Moodys
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเดินหมากเชิงรุก คือความเคลื่อนไหวของมอร์แกน สแตนลีย์ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่รายนี้ได้ทาบทาม เอมี โอลเดนเบิร์ก ผู้บริหารมากประสบการณ์ มาขึ้นแท่นหัวเรือใหญ่ของหน่วยธุรกิจคริปโตที่ตั้งขึ้นใหม่ หลังจากก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ ได้ประกาศแผนเปิดตัวกองทุน ETF คริปโตจำนวนสามกองทุนและกระเป๋าเงินคริปโต สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสินทรัพย์ดิจิทัล

ในอีกรายงานหนึ่งของมูดี้ส์ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้วิเคราะห์ภาพอนาคตของระบบการเงินภายใต้การมาถึงของโทเคนไนเซชันไว้สามฉากทัศน์หลัก ซึ่งมีระดับความพลิกผันที่แตกต่างกัน

ฉากทัศน์แรก "การเติบโตอย่างมั่นคง" (Steady Growth) ซึ่งถูกมองว่ามีความเป็นไปได้สูงสุด ระบบการเงินจะยังคงโครงสร้างหลักไว้เช่นเดิม โดยโทเคนไนเซชันจะขยายตัวแบบจำกัดอยู่ในสินทรัพย์บางประเภท เช่น สเตเบิลคอยน์ และเงินฝากในรูปแบบโทเคน ในขณะที่ผู้เล่นเดิมอย่างผู้จัดการสินทรัพย์ ธนาคาร และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงรักษาบทบาทศูนย์กลางเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ฉากทัศน์ที่สอง "การเติบโตต่ำ" (Low-Growth) หากแรงเสียดทานจากกฎระเบียบ ข้อกังวลทางกฎหมายที่คลุมเครือ และความต้องการที่ซบเซาจากผู้ใช้ปลายทาง เข้ามาสกัดกั้นการยอมรับ สินทรัพย์โทเคนและเงินดิจิทัลก็จะถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงกรณีการใช้งานแบบแคบๆ โดยสร้างการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยต่อระบบการเงิน

และฉากทัศน์ที่สาม ซึ่งมีความน่าสะพรึงกลัวที่สุดสำหรับผู้เล่นรายเดิม "การเติบโตอย่างก้าวกระโดด" (Rapid Growth) หากการยอมรับสินทรัพย์โทเคนและสเตเบิลคอยน์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นทางเลือกหลักในการชำระราคาบนเครือข่ายบล็อกเชน (Onchain Settlement) มันจะส่งแรงสั่นสะเทือนรุนแรงถึงโครงสร้างรายได้ของตัวกลางการชำระเงินและระบบท่อส่งธุรกรรมการเงินแบบเก่า เช่น ธนาคารตัวแทน (Correspondent Banks) ที่จะสูญเสียรายได้จากความล่าช้าในการชำระราคาและโครงสร้างพื้นฐานที่แยกส่วน ในขณะที่ยอดเงินฝากของธนาคารขนาดเล็กถึงขนาดกลางอาจเผชิญกับภาวะไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน จอร์ดี วิสเซอร์ นักลงทุนมหภาคและอดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ยังได้ออกมาแสดงความเห็นที่สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว โดยระบุว่าภาพ "ความเป็นจริงของโทเคนไนเซชัน" จะเริ่มต้นขึ้นในปีนี้ โดยสินทรัพย์โทเคนจะกลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ขับเคลื่อนการชำระเงินผ่านเอไอที่มีความเป็นอัตโนมัติ (Agentic AI Payments)

ในอีกขั้วหนึ่ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาให้มุมมองที่สมดุลในเดือนเมษายนว่า เทคโนโลยีโทเคนไนเซชันมีศักยภาพมหาศาลในการขจัดความไร้ประสิทธิภาพและยกระดับความโปร่งใสในระบบการเงิน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความท้าทายครั้งใหม่ต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลกโดยรวม