“โฆษกกระทรวงพาณิชย์” เผยได้ส่งทีมลงพื้นที่รับฟังชาวนาพิจิตร สะท้อนปัญหาราคาข้าวตกต่ำแล้ว ระบุข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้าวราคาถูก มาจากคุณภาพต่ำ ความชื้นสูง มีสิ่งเจอปนมาก ผู้ซื้อต้องนำไปปรับปรุง ยันไม่ได้ปฏิเสธความเดือดร้อนเกษตรกร แต่ต้องทำความเข้าใจ และพร้อมเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เตรียมลุยเพิ่มความรู้ ผลักดันผลิตข้าวคุณภาพสูง หรือปลูกพืชอื่นทดแทน เพื่อให้ชาวนา มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวชาวนาในพื้นที่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร สะท้อนปัญหาราคาข้าวที่นำไปขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 4.50–5 บาท ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิจิตรลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่โดยทันที เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์สามารถพิจารณาแนวทางช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด ทั้งในประเด็นเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับชาวนาโดยตรง เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรแล้ว
ทั้งนี้ ชาวนาชี้แจงว่า ที่ออกมาให้ข่าวดังกล่าว มีเจตนาสะท้อนปัญหาราคาข้าวในภาพรวม และต้องการให้ภาครัฐเห็นถึงความยากลำบากของเกษตรกร โดยเฉพาะในกรณีข้าวที่มีคุณภาพต่ำ มีสิ่งเจือปนจำนวนมาก หรือมีความชื้นสูง ซึ่งอาจถูกกดราคาลงมากกว่าข้าวคุณภาพดี และรับว่าการนำเสนอข่าวบางส่วนอาจมีการรวบรัดข้อความ ทำให้ข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่ต้องการสื่อสาร
ส่วนสาเหตุที่ราคาข้าวที่อยู่ในระดับกิโลกรัมละ 4.50–5 บาท เป็นราคาที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีของข้าวนาปรังที่มีคุณภาพต่ำ มีสิ่งเจือปนจำนวนมาก และมีความชื้นสูงเกิน 30% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาซื้อขายลดลง เนื่องจากผู้รับซื้อต้องนำไปปรับปรุงคุณภาพ ลดความชื้น และคัดแยกสิ่งเจือปนเพิ่มเติม ซึ่งเรื่องนี้ กรมการค้าภายในเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องเร่งดูแล ทั้งด้านการรับซื้อให้เป็นธรรม การให้ความรู้เรื่องคุณภาพผลผลิต และการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำนาของเกษตรกรรายดังกล่าว พบว่า เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ไม่มีการปลูกข้าวนาปรังในปี 2569 โดยข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปฏิเสธความเดือดร้อนของเกษตรกร แต่เพื่อทำความเข้าใจข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน และนำไปสู่การกำหนดแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาจริงในพื้นที่
นายกรนิจกล่าวว่า ชาวนายังได้สะท้อนความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความรู้ด้านการผลิต การลดต้นทุน การพัฒนาคุณภาพข้าว และการบริหารจัดการผลผลิต มากกว่าการใช้มาตรการแทรกแซงราคาข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตและการตลาดข้าวในภาพรวม เพื่อให้การดูแลเกษตรกรเป็นไปอย่างยั่งยืน และช่วยให้ชาวนาไทยมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
โดยภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการยกระดับข้าวเฉพาะกลุ่มให้เป็นข้าวประณีตที่มีคุณภาพสูง มีเอกลักษณ์ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดได้ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งการพิจารณาปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ให้หันไปปลูกพืชอื่นทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพื่อลดปัญหาผลผลิตคุณภาพต่ำ ผลผลิตล้นตลาด และแรงกดดันด้านราคาในระยะยาว
“กระทรวงพาณิชย์รับฟังเสียงของพี่น้องเกษตรกร และเข้าใจดีว่าปัญหาราคาข้าวเป็นเรื่องสำคัญต่อรายได้และความมั่นคงในอาชีพของชาวนา การตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ ไม่ใช่การโต้แย้งเกษตรกร แต่เป็นการลงไปฟังปัญหาให้ครบถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้ตรงจุด ทั้งการดูแลการรับซื้อให้เป็นธรรม การลดต้นทุน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และการหาตลาดรองรับ เพราะเป้าหมายสำคัญคือทำให้ชาวนาไทยสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มต้นทุน และมีความมั่นคงในอาชีพการทำนาอย่างยั่งยืน”นายกรนิจกล่าว
นายกรนิจกล่าวว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาข้าวในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด พร้อมกำชับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบการรับซื้อให้เป็นธรรม ทั้งเรื่องการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน และการปิดป้ายราคารับซื้อให้ชัดเจน หากพบพฤติกรรมเอาเปรียบเกษตรกรหรือการรับซื้อที่ไม่เป็นธรรม จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนเกษตรกร หากพบปัญหาการรับซื้อที่ไม่เป็นธรรม เช่น การกดราคา การชั่งน้ำหนักไม่ถูกต้อง หรือการหักค่าความชื้นและสิ่งเจือปนเกินจริง สามารถแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป