xs
xsm
sm
md
lg

CryptoQuant เตือนบิทคอยน์เสี่ยงพลิกขาลง หลังราคาสะท้อนประวัติศาสตร์จ่อชนแนวต้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บริษัทวิเคราะห์คริปโต CryptoQuant ออกรายงานแจ้งเตือนนักลงทุนว่าบิทคอยน์กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนเชิงเทคนิคที่สำคัญ หลังราคาพุ่งขึ้นมาชนเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งในอดีตทำหน้าที่เป็นแนวต้านเด็ดขาดในช่วงตลาดขาลงปี พ.ศ. 2565 ขณะที่สัญญาณหลายตัวชี้ว่าผู้ค้าเริ่มทยอยขายทำกำไรแล้ว ท่ามกลางแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นรุนแรงที่สุดในรอบสี่ปี ด้านนักวิเคราะห์อิสระยังคงมองบวก โดยคาดการณ์ว่าความคืบหน้าของร่างกฎหมายคริปโตในวุฒิสภาสหรัฐฯ อาจเป็นแรงส่งให้ราคาทะยานต่อสู่ระดับ 90,000 ดอลลาร์

CryptoQuant ระบุในรายงานประจำวันพุธว่า บิทคอยน์ขยับขึ้นมาแตะเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ที่ระดับ 82,400 ดอลลาร์ ภายหลังจากฟื้นตัวต่อเนื่องนานกว่าหกสัปดาห์นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ที่ราคาเคยหล่นลงไปแตะ 66,000 ดอลลาร์ บริษัทระบุว่าระดับดังกล่าวถือเป็น "แนวต้านสำคัญในตลาดขาลงขนาดใหญ่" (major bear market resistance) โดยอ้างอิงพฤติกรรมราคาในอดีต

"เส้น MA 200 วัน เคยทำหน้าที่เป็นแนวต้านหนักในตลาดขาลงปี พ.ศ. 2565 โดยราคาพลิกกลับลงหลังจากชนเส้นนี้ในเดือนมีนาคมของปีนั้น" รายงานระบุ พร้อมตั้งคำถามว่า "รูปแบบปัจจุบันกำลังจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่"

สัญญาณเตือนสำคัญอีกประการหนึ่งคือ อัตรากำไรที่ยังไม่รับรู้ (unrealized profit margins) ของนักเทรดพุ่งขึ้นแตะ 17.7% เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีก่อน CryptoQuant ชี้ว่าระดับดังกล่าวสะท้อน "แรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นจากการขายทำกำไร" และย้ำว่า "อัตรากำไรระดับนี้เคยปรากฏในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บิทคอยน์ทดสอบเส้น MA 200 วัน ก่อนจะดิ่งลงต่อในเวลาต่อมา"

ด้านความเคลื่อนไหวของผู้ค้าบ่งชี้ว่าการขายทำกำไรเริ่มเกิดขึ้นจริงแล้ว เนื่องจากกำไรที่รับรู้แล้วต่อวัน (daily realized profits) พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม นักเทรดขนทำกำไรออกจากตลาดสูงถึง 14,600 บิทคอยน์ มูลค่าเกือบ 1,200 ล้านดอลลาร์

ที่มา : CryptoQuant
CryptoQuant สรุปว่า "ในอดีต การพุ่งสูงของกำไรที่รับรู้ในลักษณะนี้ระหว่างช่วง bear market rally มักเป็นสัญญาณนำหน้าก่อนที่ราคาจะทำจุดสูงสุดในระยะสั้น"

ในกรณีที่ราคาพลิกลง บริษัทระบุว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ราว 70,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับราคาต้นทุนเฉลี่ยของบิทคอยน์ทั้งหมดที่มีการเปลี่ยนมืออยู่ในปัจจุบัน "ระดับนี้เคยทำหน้าที่เป็นทั้งแนวต้านและแนวรับในช่วงตลาดขาลง โดยสะท้อนต้นทุนเฉลี่ยของนักเทรดระยะสั้น และเป็นระดับที่อัตรากำไรจะบีบตัวกลับสู่ศูนย์ ลดแรงจูงใจในการขายต่อลง"

อย่างไรก็ตามแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคยิ่งทำให้บรรยากาศหนักขึ้น หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายนพุ่งขึ้น 1.4% ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบสี่ปีและเป็นสัญญาณเงินเฟ้อที่ชัดเจน ส่งผลให้บิทคอยน์ร่วงลง 2.3% ในช่วง 24 ชั่วโมง มาอยู่ที่ 79,300 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลรายนี้มีความไวต่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของนักลงทุนสถาบันในตลาด

ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายยังคงมองบวก โดย มิเชล ฟาน เดอ โปเป้ ผู้ก่อตั้ง MN Capital โพสต์บน X ว่าบิทคอยน์ "อาจเคลื่อนไหวแบบรวดเร็ว" ขึ้นไปสู่ระดับ 90,000 ดอลลาร์ หากวุฒิสภาสหรัฐฯ เดินหน้ากับร่างกฎหมายคริปโตที่รอคอยมานาน ที่รู้จักในชื่อ CLARITY Act

ขณะที่ อาร์เธอร์ เฮส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุนคริปโต Maelstrom แสดงความมั่นใจสูงเมื่อวันอังคาร ว่าการที่บิทคอยน์จะกลับไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,000 ดอลลาร์นั้นเป็น "เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" โดยคาดการณ์ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในอิหร่านและการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนด้านปัญญาประดิษฐ์จะบีบให้รัฐบาลเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวและผลักดันนักเทรดหันมาถือบิทคอยน์มากขึ้น