บ้านปู เพาเวอร์ เผยกำไรในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 5,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น924 %จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มาจากการรับรู้กำไรหลังหักภาษีจากการจำหน่ายสิทธิการลงทุนร้อยละ 25 ใน BKV-BPP จำนวน 4,653 ล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113 % พร้อมขยายโครงการแบตเตอรี่ในญี่ปุ่น เสริมความมั่นคงทางพลังงาน
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,877 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 924 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการรับรู้กำไรหลังหักภาษีจากการจำหน่ายสิทธิการลงทุนร้อยละ 25 ใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ จำนวน 4,653 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,224 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 113 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกจาก AI และ Data Center กำลังผลักดันให้ระบบพลังงานต้องอาศัยทั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าที่หลากหลายและโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและความยืดหยุ่นสูงขึ้น ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก บริษัทฯ จึงมุ่งสร้างพอร์ตโฟลิโอพลังงานที่สมดุลและมีความยืดหยุ่น (Balanced and Resilient Portfolio) ครอบคลุมทั้งพลังงานพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน ภายใต้ ‘Power+’ (กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) ของกลุ่มบ้านปู
ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ทั้งที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนาในตลาดยุทธศาสตร์ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ และล่าสุดได้ลงทุนโครงการ BESS ในญี่ปุ่นเพิ่มอีก 2 โครงการ สอดคล้องกับตลาด BESS ญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% โดยตั้งเป้าขยายความจุพลังงานรวมในญี่ปุ่นเป็น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง ภายในปี 2573
นายอิศรา กล่าวว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 การผลิตไฟฟ้า (Energy Generation) : โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน สร้างผลกำไรต่อเนื่อง จากการบริหารต้นทุนถ่านหินอย่างมีประสิทธิภาพและการขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowances: CEAs) ที่เพิ่มขึ้น สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จินหู เฉียนเฟิง กำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ กำลังไฟฟ้า 20 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่จีนยังเดินหน้าตามแผน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569
การกักเก็บพลังงาน (Energy Storage): ขยายพอร์ตโฟลิโอระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ประสิทธิภาพสูงในญี่ปุ่น โดย 2 โครงการใหม่ประกอบด้วย โครงการฮิโยชิบารุ ที่จังหวัดโออิตะ มีขนาดกำลังไฟฟ้า 20 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 80 เมกะวัตต์ชั่วโมง และโครงการนิกโกะ ที่จังหวัดโทจิงิ มีขนาดกำลังไฟฟ้า 40 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 160 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2572 ตามลำดับ
การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading): มีปริมาณการขายไฟรวม 1,415 กิกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่นจากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน 3,000 ราย
ปัจจุบัน BPP อยู่ระหว่างกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท (Dissenting Shareholders) ระหว่างวันที่ 6-19 พฤษภาคม 2569 จากนั้นบริษัทจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของบริษัทฯ และบ้านปู (Joint Shareholders’ Meeting) เพื่อพิจารณาวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการควบบริษัท ก่อนดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในไตรมาส 3 ปี 2569