ไทย โคโคนัท เปิดงบไตรมาส1/69 โชว์กำไรแตะ 82.52 ลบ. เพิ่มขึ้น 152.79% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เหตุกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น จากยอดขายผลิตภัณฑ์กะทิและอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคอเมริกา ผนวกปรับกลยุทธ์ด้านราคาขาย-ต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวลดลง ขณะที่รักษารายได้แตะ 1,509.22 ลบ. เสถียรภาพของรายได้ได้ดี แม้เป็นช่วง Low Season ของธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว – เผชิญความผันผวนเศรษฐกิจโลก ด้าน CEO ประกาศเดินหน้าขยายตลาดในภูมิภาคหลัก “เอเชีย-ยุโรป-อเมริกา” ระบุบริษัทย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ภายใต้ชื่อ NOVOCOCONUT INC. เพิ่มศักยภาพการผลิต-ลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน รองรับการเติบโตในระยะยาว ซึ่งคาดเริ่มดำเนินการในปี 2569
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO กล่าวว่า บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 82.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.23% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 152.79% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์กะทิและอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคอเมริกา การปรับกลยุทธ์ด้านราคาขาย การบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงปัจจัยจากต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง
บริษัทฯ มีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ดีขึ้น แม้จะเผชิญกับสภาวะต้นทุนที่ผันผวนในอดีต อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบบางส่วนจากผลขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของสัญญาอนุพันธ์ ตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยบริษัทฯสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ในระดับที่มั่นคงผ่านการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุกและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิผลสูงสุด โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการขยายรายได้และการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
สำหรับไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,509.22 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่ชะลอตัวตามปัจจัยด้านฤดูกาลของธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งไตรมาส 1 โดยทั่วไปเป็นช่วง Low Season อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาเสถียรภาพของรายได้ได้ดี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในหลายภูมิภาค และบริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 59.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 21.70% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์กะทิในภูมิภาคอเมริกา เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาขาย (Pricing Strategy) ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงปัจจัยต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ดร.วรวัฒน์ กล่าวต่อว่า ไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นจากรายได้จากการขายและบริการสำหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 22.56% เพิ่มขึ้นจาก 17.99% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นจาก 20.22% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิและอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการทำกำไรที่ดี ประกอบกับ การปรับกลยุทธ์ด้านราคาขาย (Pricing Strategy) ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด และการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงจากต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ปริมาณการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นช่วยสนับสนุน Economy of Scale และ Operating Efficiency ให้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การจัดหาวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายตลาดในภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกา พร้อมทั้งลงทุนผ่านบริษัทย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ภายใต้ชื่อ NOVOCOCONUT INC. เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ให้รองรับการเติบโตในระยะยาว โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุน การกระจายตลาดและฐานลูกค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO กล่าวว่า บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 82.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.23% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 152.79% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์กะทิและอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคอเมริกา การปรับกลยุทธ์ด้านราคาขาย การบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงปัจจัยจากต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง
บริษัทฯ มีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ดีขึ้น แม้จะเผชิญกับสภาวะต้นทุนที่ผันผวนในอดีต อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบบางส่วนจากผลขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของสัญญาอนุพันธ์ ตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยบริษัทฯสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ในระดับที่มั่นคงผ่านการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุกและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิผลสูงสุด โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการขยายรายได้และการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
สำหรับไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,509.22 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่ชะลอตัวตามปัจจัยด้านฤดูกาลของธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งไตรมาส 1 โดยทั่วไปเป็นช่วง Low Season อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาเสถียรภาพของรายได้ได้ดี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในหลายภูมิภาค และบริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 59.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 21.70% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์กะทิในภูมิภาคอเมริกา เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาขาย (Pricing Strategy) ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงปัจจัยต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ดร.วรวัฒน์ กล่าวต่อว่า ไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นจากรายได้จากการขายและบริการสำหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 22.56% เพิ่มขึ้นจาก 17.99% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นจาก 20.22% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิและอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการทำกำไรที่ดี ประกอบกับ การปรับกลยุทธ์ด้านราคาขาย (Pricing Strategy) ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด และการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงจากต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ปริมาณการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นช่วยสนับสนุน Economy of Scale และ Operating Efficiency ให้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การจัดหาวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายตลาดในภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกา พร้อมทั้งลงทุนผ่านบริษัทย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ภายใต้ชื่อ NOVOCOCONUT INC. เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ให้รองรับการเติบโตในระยะยาว โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุน การกระจายตลาดและฐานลูกค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน