FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อตลาดหุ้นไทยอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว"จับตาแรงหนุนมาตรการเศรษฐกิจ สัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และสัญญาณธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่มีผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีข้อยุติ ส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาพลังงานทั่วโลก ขณะปัจจัยที่มีความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการคาดการณ์ว่าน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI EM อาจถูกปรับลดลงจากการปรับเกณฑ์คำนวณของ MSCI ด้านโบรกเกอร์ชี้ SET เสี่ยงถูกหั่นน้ำหนัก MSCI แนะเก็บหุ้นเปิดเมือง-ปันผลสูงและสะสมค้าปลีกรับอานิสงส์ "ไทยช่วยไทย พลัส"
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนเม.ย. 69 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-30 เม.ย. 69) พบว่า "ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว" ที่ระดับ 114.16
นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ สงครามการค้าและความกังวลต่อวินัยการคลัง
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนเม.ย. 69 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ก.ค. 69) อยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว" (ช่วงค่าดัชนี 80-119) ที่ระดับ 114.16
ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว" ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง"
หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION) และปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ขณะที่ผลสำรวจ ณ เดือนเม.ย. 69 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 21.3% อยู่ที่ระดับ 90.00, กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 14.3% อยู่ที่ระดับ 100.00, กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 14.4% อยู่ที่ระดับ 110.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่ม 33.3% อยู่ที่ระดับ 133.33
และช่วงเดือนครึ่งแรกของเดือน เม.ย. 69 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยมีแรงหนุนหลักจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย และการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ขณะช่วงครึ่งเดือนหลังมีความผันผวนจากทั้งการประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในบางกลุ่มอุตสาหกรรมออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยที่มีความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการคาดการณ์ว่าน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI EM อาจถูกปรับลดลงจากการปรับเกณฑ์คำนวณของ MSCI
โดย SET Index ณ สิ้นเดือนเม.ย. 69 ปิดที่ 1,493.69 ปรับตัวเพิ่ม 3.15% จากเดือนก่อนหน้า โดยที่ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนเม.ย. 69 อยู่ที่ 58,688.27 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 16,638 ล้านบาท
ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศหลัก โดยเฉพาะสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังประธานใหม่เข้ารับตำแหน่ง และสัญญาณธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาพลังงานทั่วโลก
ในส่วนของปัจจัยที่น่าติดตามในประเทศคือ ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งติดตามผลการปรับน้ำหนักของ MSCI รอบ พ.ค. 69
อย่างไรก็ตามแนะนำนักลงทุนยังต้องระวังความผันผวนจากปัจจัยต่างๆที่มีการสร้างความผันผวน และความไม่แน่นอนที่เข้ามากระทบต่อการลงทุนต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยที่มองว่านักลงทุนยังต้องเผชิญอยู่กับความผันผวนไปอีก 2 ปีครึ่ง ตามระยะเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้นโยบายที่ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและความผันผวนเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้จากนี้การลงทุนยังต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก
ขณะที่ FETCO ผลักดันการสนับสนุนตลาดทุนไทยยังคงเดินหน้าที่จะผลักดันโครงการ TISA ออกมา รวมถึงการผลักดันโครงการ BOI to IPO ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะนำเรื่องเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับเพิ่มขึ้นกลับมายืนในระดับ 1,500 จุด ถือว่าเป็นการกลับมายืนได้ที่มีฐานค่อนข้างแน่น
เสี่ยงถูกหั่นน้ำหนัก MSCI แนะเก็บหุ้นเปิดเมือง-ปันผลสูง
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนโลกว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงตึงตัวและยืนอยู่ในระดับสูง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ยืนเหนือระดับ 98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวด้วยการปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงล่าสุดของอิหร่าน ทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงหยุดชะงัก แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ได้ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจีนที่ดัชนีเงินเฟ้อภาคการผลิต (PPI) เดือน เม.ย. 2026 เร่งตัวขึ้นแรงสุดในรอบกว่า 4 ปี สู่ระดับ +2.8% YoY (สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.8%) ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เพิ่มขึ้น +1.2% YoY
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับดู “ชินชา” และมองข้ามความกังวลด้านสงครามและเงินเฟ้อ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในธีม AI รวมถึงปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือ การเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 13-15 พ.ค. 2026 ซึ่งทำเนียบขาวได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทขนาดใหญ่ร่วมคณะไปด้วย อาทิ Elon Musk (Tesla), Tim Cook (Apple) และ Kelly Ortberg (Boeing)
ขณะที่ เงินเฟ้อไทยส่อแววพุ่งทะลุ 4% – ลุ้นรัฐงัด พ.ร.ก. 4 แสนล้านกู้วิกฤต สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยกำลังเร่งตัวขึ้นตามทิศทางโลก โดยคาดการณ์ว่าหากดัชนี CPI เดือน พ.ค. ขยายตัว 1.0% เทียบเดือนก่อน และทรงตัวในช่วงที่เหลือของปี อาจส่งผลให้เงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้นไปยืนอยู่บริเวณ 3.6% – 4.1% (แต่หากไม่ขยายตัวเลยในช่วงที่เหลือของปี จะทรงตัวที่ 2.6% – 2.8%) ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงทรงตัวอยู่บริเวณ 1.0% เพื่อรองรับความไม่แน่นอน ส่งผลให้เศรษฐกิจต้องฝากความหวังไว้กับนโยบายการคลังเพิ่ม โดยต้องจับตาการใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท, โครงการไทยช่วยไทยพลัส (คาดเข้า ครม. 19 พ.ค. 2026) และกองทุน TFFIF เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุควิกฤตพลังงาน
"เตือนตลาดหุ้นโลกเสี่ยงพักฐาน "
SET ผวาโดนหั่นน้ำหนัก MSCI ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยเตือนว่า ตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) เริ่มเห็นสัญญาณพักฐาน จากเครื่องมือทางเทคนิคที่เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (RSI Overbought) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงลบ (Bearish Divergence) ซึ่งจากสถิติในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา หากเกิดสัญญาณนี้ ตลาดหุ้นโลกมักจะย่อตัวลงช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องระมัดระวังแรงกดดันจากการประกาศ Rebalance น้ำหนักดัชนี MSCI ในคืนนี้ (12 พ.ค.) โดยดัชนี SET มีโอกาสถูกลดน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ (+38%), ไต้หวัน (+30%) และจีน (+5%) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 66% ของดัชนี MSCI Emerging Market
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ใช้กลยุทธ์เดิมคือ “ขายทำกำไรหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง” และให้หันมาทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเปิดเมือง (Re-opening) ที่ราคาชะลอการลงและเตรียมฟื้นตัว ได้แก่ BDMS, BH, CENTEL, ERW, MINT, CPAXT, CPALL และ CBG รวมถึงหุ้นปันผลสูง ได้แก่ KTB, BBL และ KBANK โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ BBL, COM7 และ BDMS
สะสมค้าปลีกรับอานิสงส์ "ไทยช่วยไทย พลัส"
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมนี้ มีโอกาสแกว่งตัวผันผวน โดยให้กรอบดัชนีไว้ที่ 1,470 - 1,545 จุด โดยยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการปะทะกันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลต่อความไม่แน่นอนในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางความผันผวนนี้ ประเทศไทยกลับกลายเป็น "หลุมหลบภัย" ที่น่าสนใจ ล่าสุด มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีความพร้อมมากกว่าหลายประเทศในการรับมือกับภาวะช็อกของเศรษฐกิจโลกในอนาคตซึ่งสะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับการปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ใหม่ของ ธปท. หลังจากรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยประเมิน GDP ปี 69 ขยายตัวเพิ่ม 0.6% เป็น 2.1% จากคาดเดิม 1.5% และปี 70 คาด GDP ขยายตัว 1.6% ลดจาก 2% เนื่องจากฐานที่สูงในปีนี้
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโลกยังมีแรงส่งจากฝั่งวอลล์สตรีท โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่ดันกำไรบริษัทในดัชนี S&P500 พุ่งสูงที่สุดในรอบหลายปี รวมถึงอานิสงส์ทางอ้อมจากคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ ที่ทำให้ภาษีนำเข้าบางส่วนเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นผลบวกต่อภาพรวมการค้าโลก
ส่วนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาภายในประเทศในเดือนนี้ อาทิ วันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่บริษัทจดทะเบียนต้องส่งงบการเงินไตรมาสแรกตัวเลขผลประกอบการจะเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางตลาดทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งในสัปดาห์ที่ 2 สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเตรียมแถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมอัพเดตสถานการณ์ลงทุน ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและหอการค้าไทย ส่วนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนมุมมองจากทั้งนักลงทุน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจ และวันที่ 18 พฤษภาคม สภาพัฒน์จะประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและการกำหนดนโยบายในอนาคต ส่วนสัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. จะเปิดเผยยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกและการจ้างงาน ในวันที่ 29 พฤษภาคมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย เพื่อสะท้อนเสถียรภาพและแนวโน้มการเงินของประเทศ และในสัปดาห์สุดท้าย กระทรวงพาณิชย์จะประกาศภาวะการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังและภูมิภาค รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จะเผยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
ขณะปัจจัยต่างประเทศที่กดดันการลงทุนในเดือนนี้ อาทิ วันที่ 11 พฤษภาคม จีนจะรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ จะเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนเมษายน สะท้อนความเคลื่อนไหวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และวันที่ 12 พฤษภาคม ญี่ปุ่นจะรายงานการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนมีนาคม พร้อมกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะเผยแพร่รายงาน Summary of Opinions ซึ่งเป็นสัญญาณต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) จะประกาศดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนพฤษภาคม ส่วนสหรัฐฯ จะรายงานดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมเดือนเมษายน รวมถึงตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายน ส่วนวันที่ 13 พฤษภาคม สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประเมินแรงกดดันเงินเฟ้อและทิศทางราคาพลังงาน
เก็บ"เฮลธ์แคร์"โตได้แม้เศรษฐกิจซบ
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP, Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่าธนาคารแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม "เฮลธ์แคร์" มาตั้งแต่ต้นปี 2569 เพราะมองว่าเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัยที่ยังโตได้แม้เศรษฐกิจซบเซา รวมทั้งราคาหุ้นมีโอกาสก้าวกระโดดเร็วขึ้นเพราะมี AI เข้ามาช่วยกระบวนการค้นคว้ายาใหม่ให้ประสบความสำเร็จสูงกว่าในอดีต ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามคาดหมาย เพราะตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันราคาหุ้นเฮลธ์แคร์สร้างผลตอบแทนโดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ หรือไบโอเทค ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง "ทองคำ" พิสูจน์ว่า "นวัตกรรมการแพทย์" กำลังถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์ทำกำไรที่แข็งแกร่งในภาวะวิกฤต
"จากข้อมูลช่วงตั้งแต่ วันที่เกิดเหตุการณ์โจมตีสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน คือตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 27 เมษายน 2569 การลงทุนในหุ้นกลุ่มไบโอเทคให้ผลตอบแทน 8% ขณะที่ ทองคำ ให้ผลตอบแทนติดลบ 13% และ หุ้นโลก ให้ผลตอบแทนเพียง 2.4% ยิ่งไปกว่านั้นหากเปรียบผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มไบโอเทคสร้างผลตอบแทนสูงถึง 64% ชนะทั้งทองคำที่ให้ผลตอบแทน 38.41% และหุ้นโลกที่ให้ผลตอบแทน 29.95%" นายณัฐกฤติกล่าว
และอีกกลุ่มที่โดดเด่นและน่าจับตามองคือ Healthcare Equipment & Supplies (MedTech) หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัดหลอดเลือด หรือ AI คัดกรองมะเร็งความแม่นยำสูง ซึ่งกำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในกระแส M&A ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการ "ทางลัด" ในการเติมพอร์ตนวัตกรรมและขยายฐานรายได้
เพราะปีนี้ธุรกิจ MedTech ได้ยกระดับโมเดลธุรกิจจากเพียง "ผู้ผลิตเครื่องมือ" สู่การเป็น "Software-as-a-Medical-Device" (SaMD) อย่างเต็มตัว โดยเปลี่ยนจากการขายขาดมาเป็นการเก็บค่าบริการ Subscription รายปีผ่านการอัปเดต AI และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง โมเดลรายได้แบบ Recurring Revenue นี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้สูงขึ้นและสม่ำเสมอ แต่ยังสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ดึงดูดให้เกิดการควบรวมกิจการจากบริษัท Biopharma ขนาดใหญ่ เพื่อปิดช่องว่างทางการเติบโตและสร้าง New S-Curve ในระยะยาว