“บี.กริม เพาเวอร์” กำไรไตรมาส1/69 อยู่ที่ 721ล้านบาท โตขึ้น 10.2% จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยมี EBITDA อยู่ที่ 3,795 ล้านบาท เติบโต 1.9% มาจากต้นทุนก๊าซที่ลดลง และรายได้การให้บริการกับการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้น คาดปีนี้นำเข้า LNGไม่เกิน 5ลำ เข้าระบบPool Gas ขณะที่ราคาก๊าซฯสำหรับ SPP ขยับขึ้นแตะ 330-350 บาท/ล้านบีทียู
นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 721 ล้านบาท เติบโต 10.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 46% จากไตรมาสก่อน โดยบริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ อยู่ที่ 12,726 ล้านบาท ลดลง 7.1% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และลดลง 4% จากไตรมาสก่อน
โดยในไตรมาสนี้บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 3,795 ล้านบาท เติบโต 1.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 2.3% จากไตรมาสก่อน
สาเหตุกำไรในไตรมาส 1/2569 ที่ปรับเพิ่มขึ้น หลักสาเหตุหลักมาจากต้นทุนก๊าซที่ลดลง และรายได้การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน รวมทั้งปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากไตรมาส 1 ของปีก่อน 2% มาอยู่ที่ 3,763 กิกะวัตต์-ชั่วโมงในไตรมาส 1/2569
สาเหตุที่รายได้รวมลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับลดลงของราคาขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และราคาขายไอน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง รวมถึงรายได้จากโครงการ Malacha ที่ลดลง จากปริมาณน้ำที่น้อยกว่าปีก่อน
ขณะที่ปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้แก่ลูกค้า IUs ในประเทศเพิ่มขึ้น 6.6% เป็น 860 กิกะวัตต์-ชั่วโมง จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของลูกค้ากลุ่มธุรกิจก๊าซ อุตสาหกรรม กลุ่มเหล็ก และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ราคาขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้า IUs ในประเทศไทยปรับตัวลดลง 7.6% เป็น 3.51 บาทต่อกิโลวัตต์- ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปตามการปรับค่า Ft เป็น 9.72 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง จาก 36.72 ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2568 และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์
นายฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่าในปี 2569 บริษัทวางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 5 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas โดยคาดการณ์ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับ SPP หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กจะอยู่ที่ 330-350 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าปี 2568 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 323 บาทต่อล้านบีทียู
ส่วนโครงการที่คาดว่าจะเริ่ม COD ได้แก่ 1. อินทรี บี.กริม: โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 80 เมกะวัตต์ 2. Zhongce Rubber: โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคานิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง 35 เมกะวัตต์ 3. Nakwol 1: โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 365 เมกะวัตต์ 4. Huong Hoa 1: โรงไฟฟ้าพลังงานลมบนฝั่ง 48 เมกะวัตต์ และโครงการอื่นๆ รวมกำลังการผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์